Skip to Content

Blog Archives

การจัดซื้อยุคใหม่

วงจรการซื้อขายแบบเก่า จะมีขั้นตอนยุ่งยากและเอกสารมากมาย กว่าจะจบกระบวนการ ตั้งแต่ขอใบเสนอราคา การต่อรองราคา การชำระเงิน การออกใบกำกับภาษี

การทำ B2B Commerce ผ่านออนไลน์ จะช่วยวงจรการซื้อขายได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ที่ทำให้ซัพพลายเออร์ จากบริษัทต่างๆ สามารถรับ-ส่งใบเสนอราคา คำสั่งซื้อ ใบกำกับภาษี และ เครดิตโน๊ต รวมทั้งมีการนำประเภทสินค้าและข้อมูลสินค้า เพื่อให้ผู้ซื้อได้พิจารณาและสามารถซื้อสินค้าหรือขอใบเสนอราคาผ่านระบบ หลังจากที่ผู้ซื้อวางคำสั่งซื้อไปแล้ว ซัพพลายเออร์สามารถตรวจสอบสถานะคำสั่งซื้อและใบกำกับภาษีแบบ real time ซึ่งจะลดการค้นหาข้อมูลของทางแผนกบัญชีเจ้าหนี้ของทางบริษัทผู้ซื้อได้

บริษัทผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าจาก ซัพพลายเออร์ ผ่านระบบ B2B Commerce ซึ่งอำนวยความสะดวกในการชำระเงิน ลดเวลาของกระบวนการจัดซื้อ และซัพพลายเออร์มีโอกาสที่จะพัฒนา brand ตัวเองและโอกาสที่จะหาลูกค้าที่มีศักยภาพที่จะเป็นคู่ค้าในอนาคตอีกด้วย

ระบบ B2B Commerce ควรจะมีจากชำระเงินที่ได้ตกลงกันระหว่างคู่ค้าหลายวิธีเพื่อให้เหมาะกับแผนกการเงิน และบัญชีของคู่ค้า ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์อาจจะขอให้ชำระเงินเร็วกว่ากำหนด โดยเสนอ งวดการชำระเงินที่น่าสนใจหรือส่วนลดพิเศษ ขณะที่ผู้ซื้ออาจจะขอยืดระยะเวลาการชำระเงินเพื่อให้เหมาะกับช่วงจ่ายเงินของบริษัท ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านระบบ B2B Commerce แบบ real time  และระบบสามารถแปลงรูปแบบเอกสารการเงินให้อยู่ในรูปแบบของ ERP ไม่ว่าจะเป็น Oracle, SAP, Microsoft Dynamic ที่คู่ค้าใช้กันอยู่เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่แผนกบัญชีและการเงิน

ฟังก์ชั่นเหล่านี้จะมีอยู่บนระบบ B2B Commerce เพื่อให้ซัพพลายเออร์ ได้เงินเร็วกว่าและแน่นนอนกว่า และช่วยเพิ่มกระแสเงินสดและลดเวลาการจัดซื้อลง ลดระยะเวลาอัตราการหมุนลูกหนี้การค้า  ในขณะที่ผู้ซื้อสามารถยืดระยะเวลาอัตราการหมุนเจ้าหนี้การค้า และถือครองเงินสดให้ยาวขึ้น  จะเห็นได้ว่าวิธีการนี้ win-win ทั้งคู่สำหรับกระแสเงินสดของคู่ค้าทั้งคู่

ในการนำ B2B Commerce มาช่วยพัฒนาวงจรการซื้อขายและการชำระงินไม่ใช่แค่การซื้อขายกันเท่านั้น รวมทั้งพัฒนาขบวนการทำงานภายในของแต่ละบริษัทคู่ค้าให้มีการแชร์ข้อมูลและร่วมงานกันอย่างราบรื่น

ที่มา:https://www.digitalcommerce360.com/2017/05/17/new-methods-of-procurement-and-payment-drive-strategic-commerce/

 

สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

4 อุปสรรคที่ดึงยอดขาย E-Commerce

คนที่ทำ E-Commerce น่าจะเคยเจอปัญหาว่า ทำไมยอดขายยังไม่กระเตื้อง ทั้งๆ ที่ทำการตลาดก็แล้ว ลงโฆษณาก็แล้ว คนเข้ามาชมเว็บไซต์ก็ไม่น้อย แต่เหตุใดไม่ค่อยมีใครซื้อสินค้า เรามาดูกันดีกว่าครับว่า สาเหตุหลักๆ 4 ข้อที่ดึงยอดขายไม่ให้เติบโตอย่างที่ควร มีอะไรบ้าง

 

 

อันดับที่ 1: 54%  เนื่องจากสินค้าหรือบริการที่ต้องขายพร้อมกับสินค้าหรือบริการของบริษัทอื่นด้วย ลองนึกดูว่า ถ้าลูกค้าซื้อสินค้าของเราและต้องซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทอื่นด้วยถึงจะใช้งานได้  ซื้อครั้งเดียวไม่จบ ต้องไปหาซื้อสินค้าหรือบริการอื่นอีก จะยุ่งยากแค่ไหน  ถ้าหากใครกำลังมีสินค้าหรือบริการแบบนี้อยู่ แนะนำว่าควรเปลี่ยนสินค้าหรือบริการดีกว่า  หรือถ้าหากไม่เปลี่ยน ควรจะขายเป็น group product หรือ bundle ไปเลย เพื่อความสะดวกแก่ลูกค้า

 

อันดับที่ 2: 42%  เนื่องจากสินค้าหรือบริการมีผู้ขายหลายราย เหมือนกับ e-marketplace ทั่วไป ถึงแม้ว่าจะมีสินค้าให้เลือกหลากหลายชนิด  หลากหลายผู้ขาย แต่ด้วยจำนวนสินค้าที่มากมาย ทำให้เจ้าของ marketplace ไม่สามารถตรวจคุณภาพสินค้าได้ทั่วถึง จึงเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น  สินค้าปลอม  สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ สินค้าหมดอายุ สินค้ามีตำหนิ เมื่อลูกค้าสั่งซื้อแล้วและไม่เห็นของก่อนซื้อ จึงมีปัญหาเกิดขึ้นภายหลัง ทำให้ลูกค้าหมดความเชื่อถือ marketplace นั้น ไปและไม่กลับมาซื้อสินค้าอีก จึงทำให้เป็นสาเหตุที่ทำให้ยอดขายตกลง

 

อันดับที่ 3: 41%  เนื่องจากสินค้าหรือบริการมีความซับซ้อนเกินไป  เข้าใจยาก มีเงื่อนไขมากมาย วิธีการใช้ยุ่งยาก พิสดารไม่เหมือนสินค้าทั่วไป อาจจะทำให้ลูกค้าเกิดความสับสน หรือไม่กล้าที่จะซื้อสินค้าหรือบริการนั้น คุณอาจจะต้องใส่ข้อมูล รายละเอียดลงไป หรือมีวิดีโออธิบายสินค้า การใช้งาน และควรจะมี live chat หรือ call center เพื่อคอยบริการให้คำปรึกษา แนะนำสินค้า เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจสินค้าหรือบริการ ปลอดภัยที่จะซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ

 

อันดับที่ 4: 31% เนื่องจากราคาสินค้าหรือบริการแต่ละครั้งไม่เท่ากัน อาจจะทำให้ลูกค้าสับสน ซื้อครั้งหนึ่ง ราคานึง  อีกครั้งราคาต่างกันทั้งที่ สินค้าเหมือนกัน จำนวนเท่ากัน ขนส่งไปที่เดียวกัน จนทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกไม่มั่นใจในระบบ และตัวสินค้าหรือบริการ คุณอาจจะต้องมีหมายเหตุแสดงให้แก่ลูกค้า ว่าทำไมจึงราคาแตกต่างกัน อาจจะเป็นเพราะราคาสินค้าขึ้น การขนส่ง หรือวิธีการชำระเงินเปลี่ยนรูปแบบไป ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ควรแจ้งแก่ลูกค้าให้ชัดเจน เพื่อลดความสับสนและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูกค้า

 

สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเราที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

5 อันดับ Ecommerce Platform ที่เหมาะสำหรับการทำ SEO

         ทำไม SEO ถึงมีความสำคัญกับ e-commerce? เพราะว่า 44% ของผู้ใช้งานที่เข้ามาซื้อสินค้าออนไลน์ ล้วนมาจากการค้นหาผ่าน search engine ซึ่งนั่นหมายความว่าสินค้าของคุณจะมีโอกาสค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น ทำให้ขายได้ง่ายขึ้นด้วย

          เจ้าของธุรกิจหลายรายที่อาจจะไม่ทราบว่า e-commerce platform ที่ใช้อยู่นั้น ไม่ได้มีคุณลักษณะที่จำเป็นเพียงพอต่อการทำ SEO เพราะโปรแกรม e-commerce บางตัวก็มีเพียงฟีเจอร์พื้นฐานสำหรับการทำ SEO มาให้เท่านั้น สำหรับฟีเจอร์อื่นๆ ที่จำเป็นก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยทาง RICHMAN  ได้ให้คะแนนและจัดลำดับคะแนนสำหรับ e-commerce platform ดังนี้

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดอันดับ SEO

1.Independent Navigation Links  คะแนน 10/10

Navigation Link คือ รายชื่อเมนูเพื่อเข้าถึงสินค้าหรือหมวดหมู่ของสินค้า โดย e-commerce บางเจ้าจะสร้าง  Navigation link โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

2.Independent Page Titles   คะแนน 10/10

Page Title เป็นส่วนที่แสดงอยู่บน title bar ของบราวเซอร์ โดยแสดงหัวเรื่องของหน้านั้นๆ ซึ่ง e-commerce บางเจ้าจะสร้าง  Page Title โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

 

 

3.Independent Page URLs   คะแนน 9/10

การตั้งชื่อ Page URLs คือส่วนที่แสดงที่อยู่ของ page นั้นๆ โดยจะต่อท้ายชื่อของเว็บไบซต์ในส่วนของ address bar ซึ่งการตั้งชื่อที่ดีก็จะทำให้ website ถูกค้นหาได้ง่ายขึ้น โดย ecommerce บางเจ้าจะสร้าง  Page URLs โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

4.Independent Meta Descriptions   คะแนน 9/10

Meta Descriptions คือข้อความที่แสดงคำอธิบายของหน้า page โดยปรากฏอยู่ในหน้าผลการค้นหาของ Google แม้ว่าคำอธิบายจะไม่ส่งผลต่อตำแหน่งโดยตรงของการค้นหา แต่อาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจในการคลิกเข้าไปดูของผู้ใช้งานได้

5.Independent Image ALT Tags   คะแนน 3/10

การเพิ่ม ALT tag เป็นการแสดงข้อความรายละเอียดของรูปภาพ แม้ว่า ALT tag จะมีความสำคัญไม่มากในการจัดอันดับ SEO ของ Google แต่อาจมีผลกระทบต่อการแสดงผลในหน้าผลการค้นหารูปภาพของ Google

6.Independent H1 Headings   คะแนน 3/10

H1 head มักจะถูกกำหนดเป็นหัวเรื่องหลักที่แสดงอยู่ในหน้าสินค้าอยู่แล้ว โดยจะเป็นข้อความที่แสดงความเกี่ยวข้องกับข้อความที่ใช้ค้นหาใน Google โดยโปรแกรม e-commerce บางเจ้าจะไม่มีฟีเจอร์นี้มาให้ และอีกหลายๆ เจ้าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

 

 

 

7.Canonical URLs   คะแนน 7/10

การใส่ Canonial tag เอาไว้ที่เว็บ เพื่อเป็นการลดและป้องกันการเกิดข้อมูลซ้ำ (duplicate content) ของเว็บเรา

8.Integrated Blogging Platform   คะแนน 10/10

การมี link คุณภาพจากภายนอกที่ชี้มายังเว็บไซต์ เป็นปัจจัยที่เพิ่มความโดดเด่นและความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์อีกด้วย

9.Social Sharing buttons   คะแนน 8/10

ปุ่มสำหรับแบ่งปันเนื้อหาภายในเว็บไซต์ไปยัง social network อื่นๆ เป็นไอคอนที่จดจำได้ง่าย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถแบ่งปันเนื้อหาไปยังเครือข่ายอื่นๆ ภายนอก เพื่อให้ผู้ใช้อ่านคนอื่นๆ สามารถเข้าถึงได้

10.Auto XML Sitemap   คะแนน 9/10

XML Sitemap คือ การสร้างไฟล์ในเครื่อง server ที่รวมโครงสร้างของเว็บไซต์ซึ่งเป็นเหมือน “สารบัญ” หรือ “ดัชนี” ที่รวม link ของทุกหน้าไว้ที่หน้าเดียว อีกทั้งยังช่วยให้ search engine สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็ว

11.Use of own Domain Name   คะแนน 10/10

การใช้ชื่อ Domain name ต้องเป็นชื่อที่ไม่ซ้ำใคร และจะเป็นช่องทางที่ผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึง website เราได้โดยตรงบน internet

โดยหากท่านผู้อ่านสนใจที่จะสร้างเว็บไซต์ e-commerce ที่ให้ช่วยในการทำ SEO ได้อย่างครอบคลุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงของ website สามารถติดต่อได้ที่  marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233


เขียนและเรียบเรียงโดย

กมลเนตร   วงศ์ปราโมทย์

Business Analyst

 

0 0 Continue Reading →

จาก Start up สู่แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลก ดัง ปัง บน Amazon โดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบวิดีโอดึงลูกค้าใหม่

มาทำรู้จักกับเรื่องราวของ Start up ร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง ชื่อ KF Beauty ที่ทำสื่อผ่านทางช่องทางวีดีโอโซเชียลมีเดีย เพิ่มลูกค้ารายใหม่มากกว่าพันราย และได้ Feedback ที่สำคัญมากมายจากลูกค้า

Malinsky และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Jon Davidman  ได้สร้างแบรนด์ KF Beauty ในปี 2013 พร้อมกับผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม KeraFiber ในปี 2015 ทั้งคู่ได้ซื้อ WunderBrow ซึ่งเป็นเครื่องสำองค์แต่งคิ้ว ในปัจจุบัน ธุรกิจของทั้งคู่ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมความงามใน 27 ประเทศ มีสินค้า 21 sku และ เพิ่มยอดขายขึ้น 800% เมื่อเทียบเป็นรายปีในปี 2016 และสร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์เป็นหลายล้านดอลลาร์

ร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง WunderBrow และ KF Beauty ถือว่า Amazon เป็นช่องทางการขาย ช่องทางที่ 3  ซึ่งประมาณ 75% ของยอดขายทั้งหมดมาจาก Amazon โดยตรง

Malinsky ceo ของ KF Beauty ได้กล่าวว่า เป้าหมายของการขายสินค้านั้น คือ การเพิ่มความผูกผันของผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ให้ตรงใจลูกค้า ซึ่งสามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้มากขึ้น และมีลูกค้าที่กลับมาซื้อสินค้ารวมทั้งแนะนำผลิตภัณฑ์ให้แก่คนรอบข้างเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 40%

ยอดขายส่วนใหญ่ของ KF Beauty มาจาก Amazon โดยตรง เนื่องจากเว็บไซต์ Amazon มีการซื้อขาย และบริการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า และทาง Amazon ยังมีการแจ้งเตือนระดับสต็อกสินค้า ก่อนที่จะหมด จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ของ KF Beauty ไม่เคยขึ้น Out of Stock บน Amazon

ในด้านกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ เดิมที KF Beauty ทำการตลาดผลิตภัณฑ์คิ้วให้กับผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้น ไปเนื่องจากพวกเธอมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาเรื่องผมร่วงหรือขนคิ้วบางขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม KF Beauty ตระหนักดีว่าผู้บริโภคอายุ 20 ปี ก็มีความสนใจในการแต่งคิ้ว ดังนั้นจึงเปลี่ยนกลยุทธ์นำ WunderBrow มาเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคช่วงอายุวัยรุ่นแทน

Malinsky  กล่าวว่า เรารู้ว่ามีผู้บริโภคที่อายุน้อยจำนวนมากที่มีศักยภาพ ถ้าเราหาทางเชื่อมต่อกับผู้บริโภคที่อายุน้อยกว่า และส่งข้อความที่ โดน ให้แก่ผู้บริโภค Malinsky  จึงเลือกใช้วิดีโอโซเชียล เช่น  Facebook เพื่อกระจายข่าวเกี่ยวกับแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคที่อายุน้อย

ในการทำวิดีโอผลิตภัณฑ์ จะไม่เหมือนโฆษณาแบบสมัยก่อน แต่จะใช้ Blogger และ Youtube หรือ นำดารา เน็ตไอดอลที่มีอิทธิพลบน Social นำเสนอเคล็ดลับในการใช้งานผลิตภัณฑ์ WunderBrow ให้แก่ผู้บริโภค

กลยุทธ์ในการทำวิดีโอคือ ควรจะจัดทำวิดีโอที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับระดับความเข้าใจหรือความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ เช่น เพิ่งเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือพอรู้จักผลิตภัณฑ์มาบ้าง ขั้นต่อไปก็ควรให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น วิดีโอเปิดตัว นำเสนอภาพรวมของผลิตภัณฑ์ WunderBrow  วิดีโอต่อไปเริ่มแสดงจุดเด่นผลิตภัณฑ์  เช่น ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่กันน้ำหรือผลิตจากพืชที่รับประทานได้ ปลอดภัย

สำหรับผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับแบรนด์ แต่ยังไม่ได้ซื้อ วิดีโอถัดไปจะย้ำให้ผู้บริโภคทราบว่า ผู้ค้าเสนอการจัดส่งฟรีและนโยบายการคืนสินค้าที่ไม่มีคำถามวุ่นวายกวนใจ โดยรวมแล้วจะใช้เวลาถึง 15 วิดีโอเพื่อหาลูกค้าใหม่

วิดีโอของ KF Beauty กำลังเข้าถึงกลุ่มผู้ชมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากวิดีโอสามารถมีผู้ชมนับล้านวิว มีคนนับร้อยนับพันที่ชอบ และมีผู้ชมอีกกว่า 100 ถึง 10,000 คน แสดงความคิดเห็น ซึ่งความคิดเห็นเหล่านั้น ผู้ค้าควรจะตอบกลับให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นเชิงบวกหรือเชิงลบก็ตาม

ตัวอย่างความคิดเห็นเชิงลบ หากลูกค้าแสดงความเห็นว่า ฉันเกลียดสินค้าตัวนี้

      แทนที่จะลบความคิดเห็นนี้ เราจะตอบกลับไปว่า  “ทางเราเสียใจที่ได้ยินแบบนี้ แต่นโยบายของเราหากมีการคืนสินค้า เราจะไม่มีการสอบถาม และ มีรับประกันการคืนเงินภายใน 30 วัน สุดท้ายเราจะพยายามปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีที่สุด  การตอบกลับความคิดเห็นเชิงลบเหล่านี้ทำให้ร้านค้ามีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและทำให้สร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้าที่มีอยู่และผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าในอนาคต

KF Beauty มีพนักงานทั้งหมด 60 คน โดยมีพนักงานถึง 12 คนทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารและรับฟังความเห็นจากลูกค้า นั่นคือ 1 ใน 5 ของคนทั้งหมดในบริษัท แสดงถึงการให้ความสำคัญกับลูกค้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลูกค้าพอใจ ประทับใจ และนำไปสู่การสร้างรายได้ระยะยาวของบริษัทต่อไป

จากกลยุทธ์ของทาง KF Beauty จะเห็นว่ามีการใช้วิดีโอ อย่างชาญฉลาดบน โลก Social และเน้น customer centric ยึดความพอใจของลูกค้าเป็นหลัก ไม่ลบความเห็นเชิงลบ แถมตอบกลับแบบสวยๆ ได้ใจลูกค้าทั้งใหม่และเก่าแบบเนียนๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ยอดขายของบริษัทจะพุ่งและมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

Credit:https://www.digitalcommerce360.com/2017/03/13/wunderbrow-raises-profile-on-amazon-and-video-marketing-strategy/

Proto credit: https://50shadesofjadebeauty.wordpress.com/2016/02/22/my-wunderbrow-experience/

 

 

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

0 0 Continue Reading →

เทคนิคเพิ่มยอดขายด้วย Digital Marketing

Digital Marketing คืออะไร

หลายคนอาจสงสัยว่า Digital Marketing จะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร ซึ่ง Digital Marketing คือ การโปรโมทสินค้าและบริการ โดยใช้ช่องทาง Digital และ Social media เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงผ่านทาง Internet, Text Message, Banner Ads โดยผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย และตรงกลุ่มเป้าหมาย หลังจากนั้นเมื่อผู้เข้าชมสนใจในสินค้าก็จะเกิดการซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงได้รับการกระตุ้นจากแคมเปญหรือโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดการซื้อซ้ำ ดังรูป

ประโยชน์ของการทำ Digital Marketing

1.เพื่อเพิ่ม traffic ในการเข้าถึง website ของผู้บริโภค

2.เพื่อเพิ่มการยอมรับจากผู้บริโภค

3. เพื่อปรับปรุง ranking ของ SEO

4. เพื่อเพิ่มยอดขาย

Digital Marketing มีอะไรบ้าง ทำอย่างไร

ในส่วนนี้เราจะมาพูดถึงส่วนประกอบในการทำ Digital Marketing ซึ่งมีหลายวิธีมาก ที่ผู้อ่านสามารถเลือกเพื่อนำไปใช้ให้เหมาะสมกับการทำเว็บไซต์ของตนเอง ว่าวิธีไหนจะเหมาะสมและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งเรามาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง แล้วแต่ละวิธีเป็นอย่างไร

1.Website Design

การออกแบบ UX/UI เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวกต่อการใช้งาน

2.Search Engine Optimization (SEO)

การปรับแต่ง website เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา ให้ website ที่ต้องการติดหน้าแรกของ search engine เช่น Google, Yahoo, Bing เป็นต้น  เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา

องค์ประกอบของ SEO

Content : เนื้อหาใหม่มีความแตกต่างจากที่อื่น และมีความน่าสนใจ

Link : มีการ Link จาก website อื่นๆ อ้างอิงมายัง website ที่ทำ SEO

Design : การออกแบบ website ให้น่าสนใจ

3.Pay Per Click (PPC)

การทำโฆษณา website บน search engine โดยคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนครั้งที่ผู้เข้าชมคลิกผ่านโฆษณานั้นๆ

4.Social Media Marketing (SMM)

การทำโฆษณาผ่านช่องทาง Social Media เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค และส่งผลให้การทำ SEO ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยต้องคำนึงถึง

  • ใครคือกลุ่มเป้าหมายและเค้าสนใจอะไร
  • วัตถุประสงค์ที่จะทำแคมเปญผ่าน social media
  • กลยุทธ์ที่แตกต่าง
  • เทคโนโลยีหรือ channel ที่จะใช้

5.Email Marketing

                การทำโฆษณาผ่านทาง email โดยช่องทางนี้ จะต้องมี email ของกลุ่มเป้าหมายก่อน ซึ่งอาจจะเป็นลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิกแล้ว หรือเป็นผู้ชมที่ subscribe เข้ามา

6.Retargeting

การทำโฆษณาโดยการส่งย้ำโฆษณาของบริการ/สินค้า ไปให้แก่ลูกค้าที่เคยเข้ามาดูบริการ/สินค้านั้นๆ ผ่านทาง Banner Ads ของ website ต่างๆ

 


 

หากสนใจโซลูชัน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233

เขียนและเรียบเรียงโดย

กมลเนตร   วงศ์ปราโมทย์

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

“ แจ็คหม่า” เอาจริง จีนควรจัดการขั้นรุนแรง กับผู้ที่ขายสินค้าปลอมออนไลน์ บน Alibaba

“ แจ็คหม่า” เอาจริง จีนควรจัดการขั้นรุนแรง กับผู้ที่ขายสินค้าปลอมออนไลน์ บน Alibaba

แจ็คหม่า ต้องการให้ฝ่ายนิติบัญญัติชั้นนำของประเทศจีน ให้มาจัดการขั้นรุนแรงกับสินค้าปลอม โดยสินค้าปลอมเหล่านี้ มีการแอบอ้างว่าเป็นสินค้าเดียวกันกับแบรนด์ระดับโลก นำมาแอบอ้างลดราคาในเว็บไซต์ออนไลน์

 

อาลีบาบา กรุ๊ปโฮลดิ้ง จำกัด เป็นประธานยื่นอุทธรณ์ไปยังสภาประชาชนแห่งชาติ ของการประชุมในกรุงปักกิ่ง เพื่อลงโทษอย่างรุนแรงในการขายสินค้าปลอมแปลง ในจดหมายเปิดผนึก ในเว็บไซต์ของ Weibo ในประเทศจีน

แจ็คหม่า กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายในการค้าขายออนไลน์ในปัจจุบันนั้นหละหลวมเกินไป ควรมีการเพิ่มโทษจำคุกสูงสุด และการลงโทษอื่นๆ ที่จะยับยั้งให้เห็นการเอาผิดทางกฎหมายในการ ซื้อ – ขายสินค้าออนไลน์ให้มากขึ้น และขอร้องให้ประชาชนที่กระทำผิดนั้นเลิกกระทำความผิด โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่องในต่างประเทศ เว็บอาลีบาบาได้ถูกกล่าวว่าเป็น “Notorious markets” โดยสหรัฐฯ ในปีที่แล้ว โดยซึ่ง Notorius market เป็นที่รวมรายชื่อเว็บไซต์ที่ขายของละเมิดลิขสิทธิ มี Pirate Bay และ flea markets รวมอยู่ด้วย

แจ็คหม่า เขียนบทความไว้ในหนังสือของเขาว่า :

“We need to fight counterfeits the same way we fight drunk driving,” Ma wrote in his letter. “No one company can do it alone. The existing laws are lagging, failing to impose actual threats on the behavior of counterfeiters and leave far too much room for cheating.”

“เราจำเป็นต้องต่อสู้กับของปลอมเช่นเดียวกับที่เราต่อสู้กับการขับรถเมา” และ “ไม่มีใครสามารถทำได้คนเดียว กฎหมายที่มีอยู่ล้าหลัง ไม่สามารถกำหนดโทษแก่ผู้ปลอมแปลง และหละหลวมเกินไปจึงมีช่องโหว่สำหรับการโกง”

สิ่งที่สำคัญคือความไว้วางใจของแบรนด์สินค้าจากต่างประเทศเป็นกุญแจสำคัญ ในการตระหนักถึงความทะเยอทะยานของการขยายตัวทั่วโลก แต่อาลีบาบายังคงรักษา และปิดข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความไม่เต็มใจหรือไม่สามารถที่จะกำจัดของปลอมของตน เรื่องของคดียื่นในปี 2015 โดย Kering SA. บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนที่ทำอีคอมเมิร์ท ได้ตอบโต้ด้วยการบอกว่า จะทำทุกอย่างที่สามารถที่เอาผิดกับของปลอมและเอารายชื่อผลิตภัณฑ์ 380,000,000 รายชื่อสินค้าที่มีการปลอมแปลงออก และปิดร้านค้ามากกว่า 180,000 ร้าน บนเว็บไซต์ Taobao

 

credit:https://www.digitalcommerce360.com/2017/03/13/wunderbrow-raises-profile-on-amazon-and-video-marketing-strategy/

http://www.squeezu.com/business/

หากสนใจที่จะเพิ่มยอดขายให้กับ E-Commerce  สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

เพิ่มยอดขายในเว็บไซต์ E-Commerce ด้วยการทำ Personalization (Part II)

เพิ่มยอดขายในเว็บไซต์ E-Commerce ด้วยการทำ Personalization (Part II)

 

ในบทความก่อนหน้านี้ได้พูดถึงการเพิ่มยอดขายสำหรับเว็บไซต์ E-commerce ด้วยการทำ Personalization ไปบางส่วนแล้ว ในบทความนี้ผมจะขอเพิ่มเติมกลยุทธ์อื่นๆ ที่จะทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จ ได้แก่

1.Wish list

Wish list คือสิ่งที่คนเข้ามาดูในเว็บไซต์ปรารถนา การมี function Wish list ทำให้เรารู้ว่า ลูกค้าต้องการสินค้าชิ้นนั้นๆ แต่ราคาอาจจะยังไม่โดนใจหรือสินค้าหมด stock แล้วของยังไม่มา เมื่อเจ้าของเว็บไซต์รู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ก็จัดโปรโมชั่นที่ตรงกับความต้องการลูกค้า เช่น ราคาโดนๆ แล้วแจ้งไปทางอีเมลเพื่อจูงใจให้ลูกค้ากลับมาซื้อ หรืออาจจะจัดกิจกรรมแจกคะแนนสะสมหรือคูปอง โดยให้ลูกค้าแชร์ wish list ผ่านหน้า Facebook, Line หรือ Social Media อื่นๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการแชร์ ขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น

2.Subscribe Newsletters

ในเว็บไซต์ควรจะทำ Subscribe Newsletters ในหน้า Home page และควรทำเป็น pop up ขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้าเห็นได้ชัดเจน อาจจะใส่เนื้อหาโปรโมชั่น สินค้า หรือให้ส่วนลดคูปอง หรือ ให้ point เพื่อจูงใจให้ลูกค้า subscribe ให้ลูกค้าได้ติดตามข่าวสาร และโปรโมชั่นของร้านค้าผ่านทางอีเมล

3.Email

การส่งอีเมลไปหาลูกค้า ทำยังไงให้ลูกค้าเปิดอ่าน และกลับเข้ามาซื้อสินค้ากับทางเว็บไซต์อีก หากส่งมากเกินไปอาจจะทำให้ลูกค้ารำคาญ ได้ จะเมื่อใดถึงจะได้ผลดี

Abandon cart with coupon

กว่า 60% ของลูกค้าที่เข้ามาเว็บไซต์แล้วไม่ชำระสินค้า เนื่องจากลูกค้าบางส่วน ไม่มั่นใจในความปลอดภัยในการชำระเงินของเว็บไซต์หรือตกใจกับค่าขนส่ง หรือยอดรวมเงินที่ชำระในตระกร้าสูงเกินไป เมื่อเรารู้แบบนี้ อาจจะต้องใช้วิธีการส่ง Email Marketing เพื่อส่งโปรโมชั่นคูปองลดราคาสินค้า หรืออาจจะเป็นเสนอบริการชำระเงินค่าสินค้าปลายทาง ผ่านทาง Email ให้แก่ลูกค้า เพื่อให้กลับมาชำระเงิน

New Register with coupon

การที่จะให้ลูกค้าลงทะเบียนในเว็บไซต์ของเราเป็นเรื่องที่ยาก แต่เป็นไปได้ถ้าหากเรามีสิ่งจูงใจให้ ไม่ว่าจะเป็นคูปอง หรือให้คะแนนสะสมแก่คนที่มาลงทะเบียนเว็บไซต์ของเรา

Email Marketing

การทำ Email Marketing เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่มีประสิทธิภาพสูง  เข้าถึงกลุ่มลูกค้าจำนวนมากได้ง่าย แต่ต้องมีเนื้อหาที่โดนใจ มีความสมดุล ระหว่างเนื้อหาและโปรโมชั่น และอย่าลืมใส่ link กลับมาในเว็บไซต์ด้วยนะครับ ส่วนเครื่องมือที่ใช้ทำ แนะนำ Mail Chimp

 

4.Location

ค่าขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ในเว็บไซต์ควรจะมีการคำนวนค่าขนส่งแบบ Location Base และแสดงประเภทการจัดส่งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น  Express , Standard, Pick up at Store  ให้ลูกค้าเลือก ซึ่งบริการขนส่งหรือศูนย์กระจายสินค้ามีมากมายให้บริการ และสามารถเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ได้อย่างสบายๆ เช่น DHL , Kerry , UPS

 

หากสนใจที่จะเพิ่มยอดขายให้กับ E-Commerce  สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

เขียนโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 2 Continue Reading →

เพิ่มยอดขายในเว็บไซต์ E-Commerce ด้วยการทำ Personalization

เพิ่มยอดขายในเว็บไซต์ E-Commerce ด้วยการทำ Personalization

หากทำธุรกิจเว็บไซต์ E-Commerce ในปัจจุบัน โดยที่มีแต่การแสดงสินค้า แล้วรอให้ลูกค้ามาซื้อนั้น คงไม่พออีกต่อไป

เมื่อลองมองดูธุรกิจอื่นๆ รอบตัว ยกตัวอย่างเช่น ร้านโชห่วย หลายคนอาจจะมีคำถามผุดขึ้นมาว่า ในยุคนี้ที่ modern trade ที่เรารู้จักกันดีอย่าง 7-11 หรือ Lotus Express นั้นขึ้นทั่วเมืองเป็นดอกเห็น ทำไมร้านโชห่วยบางร้าน ถึงยังสามารถยืนหยัดอยู่ในสนามแข่งขันที่ดุเดือดนี้ได้ ทั้งๆ ที่ราคาสินค้าเท่ากันหรืออาจจะแพงกว่าด้วยซ้ำ หนึ่งในเหตุผลที่สำคัญคือ ร้านเหล่านั้นเห็นลูกค้าเป็นคนสำคัญ  จดจำรายละเอียดของลูกค้าแต่ละคนได้ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อลูกค้า สินค้าที่ลูกค้าซื้อบ่อยๆได้ การทักทายและเป็นกันเอง” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้บน Website E-Commerce ได้ด้วยเช่นกัน โดยผมจะขอยกตัวอย่าง วิธีการทำให้เว็บไซต์ E-commerce เป็น Personalization มากขึ้น เพื่อเพิ่มยอดขายและทำกำไรให้ธุรกิจ

 

1.ต้อนรับลูกค้าเมื่อเข้ามาในเว็บไซต์

เว็บไซต์ก็เปรียบเสมือนกับร้านขายของ ซึ่งเมื่อมีลูกค้าเข้ามาในร้าน ก็ควรจะมีการทักทายอย่างคำสวัสดีหรือคำต้อนรับลูกค้า โดยสามารถใช้  Live chat ตั้ง auto message เพื่อ say hello กับลูกค้าไม่เกิน 10 วินาที หลังจากที่ลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์ โดยปกติเมื่อลูกค้าเห็นข้อความจะเข้ามาสอบถาม ข้อมูลสินค้าที่อยากได้ จากนั้น ผู้ที่ดูแลเว็บไซต์ก็เริ่มสนทนากับลูกค้าเพื่อช่วยเหลือลูกค้าและแนะนำสินค้าได้เลย ซึ่งการพูดคุยนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจและสร้างความรู้สึกเป็นกันเอง นำมาซึ่งโอกาสในการซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น

Hint : live chat ในปัจจุบัน คนที่เป็น admin สามารถเห็นได้ว่าลูกค้าอยู่ location อะไร และขณะนั้นกำลังดูหน้า page ไหนอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ admin สามารถแนะนำสินค้า upsell หรือ cross sell ให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง

 

2.เสนอโปรโมชั่นในโอกาสพิเศษ

โดยทั่วไปแล้ว คนเราจะรู้สึกดีถ้ามีใครจำวันเกิดหรือวันพิเศษต่างๆ ของเราได้ ซึ่งเราสามารถนำหลักการเดียวกันนี้มาใช้กับเว็บไซต์ E-commerce ได้

เราสามารถสร้างโอกาสพิเศษได้หลายๆ อย่างบนเว็บไซต์ E-commerce ไม่ว่าจะเป็น วันเกิดของลูกค้า, วันครบรอบ 1 ปีในการเป็นลูกค้า (นับจากวันที่ลูกค้าลงทะเบียน)  , สงกรานต์ , วันขึ้นปีใหม่ , วันหยุดเทศกาลต่างๆ นานา  โอกาสพิเศษเหล่านี้ สามารถส่งข้อความอวยพร พร้อมโปรโมชั่น อย่างเช่น คูปองลดราคา หรือ แจกคะแนนสะสมพิเศษ ให้กับลูกค้า ผ่านทาง Email หรือ SMS สร้างความรู้สึกของการเป็นคนสำคัญ เป็นคนพิเศษ ตลอดจนความรู้สึกในด้านบวกอื่นๆ ทำให้มีโอกาสที่ลูกค้ารู้สึกดีแล้วจะกลับมาซื้อของบนเว็บไซต์เราอีกครั้ง และเป็นการเพิ่ม Loyalty อีกด้วย

 

3.แนะนำผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ

ถ้าลูกค้าเปิดมาหน้าแรกแล้วเห็นสินค้าที่โดนใจ หรือใกล้เคียงสินค้าที่ตั้งใจจะซื้อโดนทันที โดยไม่ต้องรอสอบถาม admin จะทำให้ลูกค้ามีโอกาสตัดสินใจซื้อสินค้าได้รวดเร็วขึ้นและรู้สึกว่าเว็บไซต์นี้โดนใจ ดังนั้น สิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ควรจะทำคือ วิเคราะห์สินค้าที่ลูกค้าซื้อบ่อยๆ หรือซื้อล่าสุด แล้วหา “Upsell” หรือ “Relate Product” หรือ สินค้าที่มี “Tag” เหมือนกัน มาแสดงบนหน้าแรก เพียงเท่านี้ก็เว็บไซต์ของเราก็จะดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจซื้อสินค้าได้มากขึ้น

 

4.จัดกลุ่มลูกค้า

ลูกค้าคนไหนเป็นลูกค้าชั้นดี ซื้อสินค้าในเว็บไซต์เราเป็นประจำ นอกจากจะให้โปรโมชั่นแล้ว นอกเหนือไปจากนั้นควรจะจัดกลุ่มตาม Segment ของลูกค้าแต่ละคน โดยการทำ Segment นั้น อาจจะตั้ง กลุ่มลูกค้าเป็น Platinum, Premium, Vip , Gold , Sliver ซี่งแต่ละกลุ่ม แต่ละ Segment ลูกค้าจะเห็นราคาสินค้าพิเศษที่แตกต่างกันไป หรือ เห็นสินค้าเฉพาะกลุ่มของลูกค้า (Private Sale) เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น และจะเพิ่มโอกาสในการซื้อนั่นเอง


 

นี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนในการทำให้เว็บไซต์ E-Commerce เป็น Personalization เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการขาย และเพิ่มยอดขายมากยิ่งขึ้น

ติดตามบทความต่อไป

 

หากสนใจที่จะเพิ่มยอดขายให้กับ E-Commerce  สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

เขียนโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 1 Continue Reading →

ทำ A/B Testing ด้วย Google Content Experiments

เวลาเราสร้าง page ของ website ขึ้นมา มีหลากหลาย design หรือ หลากหลาย content เราจะวัดผลได้ยังไงว่าแบบ ไหนดีกว่ากัน จะใช้ตัววัดอะไรดี Pageviews ?  Bounces Rate ? Session Duration ? ในบทความนี้เราจะลองลงมือทำ A/B Testing  แบบง่ายๆ ด้วย

Google Content Experiments ซึ่ง ฟรี  ไม่เสียเงิน มาเริ่มกันเลยครับ

ก่อนที่จะทำ A/B Testing นั้น ต้องทำสิ่งเหล่านี้ก่อน

1.สมัคร Google Analytics  ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

2.นำ code Google Analytics ไปวางบน page website

มาเริ่มกันเลย

  1. Sing in เข้าไปที่ Google Analytics > https://analytics.google.com/analytics/web/
  2. จากนั้นไป search คำว่า “Experiments” ทางด้านบนซ้าย

3.กดปุ่ม Create Experiment เพื่อเริ่มทำ A/B Testing กัน

4.ในตัวอย่างนี้ผมจะ Test จำนวนผู้เข้าชมระหว่าง blog A กับ blog B ซึ่งมี Design ต่างกันและเนื้อหาต่างกัน

ใน step 1 ให้ใส่เรียงตามนี้

  • ชื่อของวัตถุประสงค์ที่เราจะ test
  • วัตถุประสงค์ของการเทส ครั้งนี้ ซึ่งจะมีค่าเริ่มต้นให้ 3 ค่า
    • Pageviews – จำนวนผู้ที่เยี่ยมชม
    • Bounces เป็นอัตราของผู้เยี่ยมชมที่เข้ามายังหน้าเว็บของเราโดยที่ไม่ได้คลิ๊กต่อไปที่ไหนเลย
    • Session Duration – เวลาที่ผู้เยี่ยมชม อยู่ในหน้า page นั้นๆ
  • กำหนดค่า traffic ไปที่ 100%

จากนั้นกดปุ่ม save

Step 2

ให้ใส่ URL หน้า page ที่เราต้องการเทส โดยที่หน้าหลัก จะเป็น Original Page ส่วนหน้าที่เป็นตัวแปร ให้ใส่ที่ Variant1 และหากต้องการเปรียบเทียบหน้าอื่นๆ กับ Original Page ก็สามารถเพิ่มได้

Step 3

กดปุ่ม Manually insert the code และนำ copy code ไปวางไว้ที่ข้างล่าง tag header บน html page ที่เป็น original page

เอาไปวางไว้ตรงข้างล่าง html

Step 4

ถ้านำ code ไปติดเรียบร้อยแล้ว จะผ่านดังรูป แต่หากยังมี error แสดงว่า ติด code ผิด หรือยังไม่มี code Google Analytics ติดไว้

กดปุ่ม Save เป็นอันจบพิธีการ set A/B test  แบบง่ายๆ

 

อันนี้เป็นตัวอย่างผลการ test ที่ run มาได้ประมาณ เกือบ 2 เดือนครับ


A/B Testing คืออะไร ดูได้จากบทความนี้เลยครับ

 

ยังไงก็ลองดูกันนะครับ  สุดท้าย Google Experiment สามารถทำท่ายากได้อีกหลายท่า แต่อาจจะต้องมีความรู้ทางด้าน coding เพื่อเพิ่มความซับซ้อนของการเทส

เขียนโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

 

0 0 Continue Reading →

Stream Innovation Day งานรวมนวัตกรรมดิจิทัลที่น่าสนใจมาอย่างครบครัน

ผ่านไปแล้วสำหรับงาน Stream Innovation Day จาก Stream I.T. Consulting ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม Sofitel Bangkok Sukhumvit ไฮไลท์ของงานบนเวทีก็คือซอฟต์แวร์ Digital Report Center (DRC) พร้อมการสาธิตวิธีการใช้งาน โดยซอฟต์แวร์นี้เหมาะสำหรับจัดเก็บรายงานในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็นรายงานงบดุล ใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ รายงานสินค้าคงคลังของโรงงาน ฯลฯ เพราะเป็นเอกสารที่จะต้องมีการเรียกตรวจสอบจากกรมสรรพากร ซึ่งปกติแล้วทุกบริษัทจะต้องปริ้นท์เอกสารเหล่านี้ออกมาเก็บไว้ อันเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายไปกับการจัดเก็บ พื้นที่ ตู้เก็บเอกสาร กระดาษ หมึกพิมพ์ เป็นต้น

แต่ด้วยซอฟแวร์นี้ องค์กรต่างๆ สามารถเก็บข้อมูลจากระบบ แล้วนำมา generate report ในรูปแบบดิจิทัล และจัดเก็บบน cloud  ทำให้ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปได้มาก นอกจากนี้ยังสะดวกในการเรียกค้นข้อมูล โดยสามารถให้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลกับผู้ที่จำเป็นต้องเรียกใช้งาน และช่วยให้กรมสรรพากรสามารถค้นข้อมูลจากระบบได้โดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปค้นหาข้อมูลที่บริษัทนั้นๆ อีกต่อไป เป็นการประหยัดเวลาและให้ความสะดวกสบายกับทุกฝ่าย

ซอฟต์แวร์ Digital Report Center (DRC) นี้ ได้รับการรับรองจากกรมสรรพากรแล้วว่าสามารถใช้ในการจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง ตามคำสั่งสรรพากรที่ ป.121/2545 และหากบริษัทใดใช้ซอฟต์แวร์นี้ กรมสรรพากรก็จะยกเลิกภาษีย้อนหลังให้อีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้นำเทคโนโลยีหลากหลายมาออกบูธด้วย อาทิ อาทิ Intelligent Video Analytics (IVA) ฟังก์ชันวิดีโอในกล้องวงจรปิดที่มากกว่าแค่การเก็บภาพ แต่ยังช่วยวิเคราะห์สถานการณ์เสี่ยงและแจ้งเตือนได้, Bluemix ช่วยในการเขียนแอปพลิเคชั่น และทำให้การทำงานของแอปพลิเคชั่นทั้งในมือถือและเว็บไซต์ทำงานได้รวดเร็ว, Business Process Management (BPM) ระบบการจัดการกระบวนการทางธุรกิจ ที่ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนากระบวนการทำงานอย่างอัตโนมัติ รวมถึงช่วยให้ผู้บริหารสามารถกำหนด คาดการณ์และประเมินสภาวะในองค์กรได้ก่อนเกิดปัญหา, IFS Enterprise Resource Planning (ERP) การวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม ทั้งการจัดซื้อ จัดจ้าง การผลิต การซ่อมบำรุงเครื่องจักร การขาย บัญชีการเงิน ฯลฯ

นอกจากนั้นยังมีโซลูชั่นอีกมากมาย ได้แก่ Enterprise solution เพิ่มขีดความสามารถให้ data center ของคุณ, Connectivity solution การป้องกันความปลอดภัยของเครือข่ายและการส่งผ่านข้อมูล, Endpoint solution ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานผ่านเดสก์ท็อปหรือแอพพลิเคชั่นอย่างง่ายดายและปลอดภัย, Hybrid Cloud เป็นการผสมผสานระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud เพื่อเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้าให้เป็นส่วนตัวและมีความปลอดภัยสูงสุด เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา และสามารถปรับขยายได้ตามที่ต้องการ  มีการจัดแสดงหุ่นยนต์ (Robotics) ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณได้มากกว่าที่คุณคิดฝัน รวมถึงมีเกมสนุกๆ ให้ได้ร่วมเล่นกันด้วย

 

ภาพบรรยากาศภายในห้องสัมมนา

 

ภาพบรรยากาศโดยรวม นอกจากซอฟต์แวร์ Digital Report Center (DRC) ที่กล่าวถึงบนเวทีแล้ว ยังมีโซลูชั่นน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมายมาให้เลือกสรร

 

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทุกท่าน ที่มาร่วมงาน Stream Innovation Day ทางสตรีมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านอีก ในโอกาสต่อๆ ไปค่ะ

ติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ Stream I.T. Consulting ได้ที่เว็บไซต์ www.stream.co.th และ FB Fan Page www.fb.com/streamitconsulting

สนใจสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโซลูชั่นต่างๆ ได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233

0 2 Continue Reading →