Skip to Content

Blog Archives

Outsystems First Class #2

เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สตรีมฯ ได้จัดงาน “Outsystems First Class #2” ณ โรงภาพยนตร์ AEON Theatre at Quartier CineArt ชั้น 4 ศุนย์การค้า EmQuartier

 

ภายในงานมีการแนะนำ Low-code platform ที่ช่วยในการผลิตทั้ง Web Application และ Mobile Application ด้วยวิธีการ Drag and Drop ลดเวลาการเขียน Code ลงถึง 10 เท่า เหมาะสำหรับองค์กรที่จะทำ Digital Transformation

นอกจากนั้น มีการแนะนำฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้การพัฒนา Application ได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Experience Builder, Progressive Web Apps, Chatbots, Reactive Web Apps, AI Infused Experiences, Video, Voice, Message เป็นต้น

 

ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานนะคะ เชิญชมภาพบรรยากาศจากงานด้านล่างค่ะ

หากท่านกำลังมองหาโซลูชั่นทางด้านไอทีที่เหมาะสำหรับธุรกิจของท่าน สามารถติดต่อสตรีมฯ ได้ที่อีเมล Marketing@stream.co.th หรือโทร. 02-679-2233

0 0 Continue Reading →

คุณวีระชัย ชูเพ็ชรทอง รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานประกันสังคม 2562

ทางสำนักงานประกันสังคม ได้คัดเลือกผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสำนักงานประกันสังคมประจำปี 2562 โดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ซึ่งได้คัดเลือกนายวีระชัย ชูเพ็ชรทอง พนักงานของบริษัทสตรีมฯ เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสำนักงานประกันสังคม และได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณเนื่องในโอกาสวันสถาปนาครบรอบ 29 ปี ของสำนักงาน ประจำปี 2562 เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานประกันสังคม จังหวัดนนทบุรี

สตรีมฯ ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างมากกับคุณวีระชัย และขอขอบคุณสำนักงานประกันสังคมสำหรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ค่ะ

เรามุ่งมั่นที่จะรักษาและพัฒนาคุณภาพการให้บริการ โดยบุคคลากรซึ่งมีความชำนาญเฉพาะด้านของเราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ

0 2 Continue Reading →

High Availability versus Absolute Availability

Virtualization = High Availability

 

With the growing use of server virtualization technologies, some organizations have looked at using the add-on high availability features of virtualization platforms to improve the availability of application running in virtual machines. Essentially the same as clustering, but for virtual machines, virtualization-based high availability solutions don’t require application modification or failover scripting, but they are still costly to implement and require ongoing tuning and management. And even then, after setting it all up, they still don’t fully protect your transactions and data.

 

Since virtualization-based HA is essentially accomplished by clustering together virtual machines, its capabilities are limited like clustering in general. You are still trying to recover your virtualized IT services after a failure has occurred. And any transactions that take place while the system goes down are lost. Any data in the process of being written can be corrupted or lost.

 

Advantages:

  • Decrease the number of Servers to maintain.

  • With high availability, the application can recover faster than ever.

 

Disadvantages:

  • When it comes to your business critical application, even a little downtime in wrong time can spill disaster, a business can lose load of revenue, reputation could be damaged, and can be a matter of life and death.

 

Critical App

Loss of revenue

Life and Death

  • Loss of in-flight transactions, loss of in-memory data and loss of data or data corruption.

Cost of downtime

Conclusion:  High availability is NOT always enough, you need Absolute availability from Stratus:

Stratus ftServer = Absolute Availability

  • Traditionally high availability means that when hardware fails application go down hopefully for only a few minutes. Absolute Availability means even when hardware fails, your application will always up and running.
  • No data loss and no interruption.

How we do it?

Every single ftServer system is made up of two identical halves – two identical customer replaceable units, or CRUs – each with their own processors, memory modules, and disks. Identical Stratus application specific integrated circuits on each CRU, or FPGAs, run Lockstep firmware, that ensures the exact same operation takes place at exactly the same time on each processor. We call this running in “locked step”.

If a component in one CRU fails, there’s no failing over to another system, because the other CRU just continues to run without any interruption. Redundant data paths, or multi-path I/O buses, ensure data is also synchronized on both CRUs. This is why no transactions are ever lost, and no data is lost or corrupted. Even data in flight. It’s because the system actually never stops running.

Furthermore, implementing a continuously available service is not dependent on additional failover scripts. You also don’t need to modify your ISV applications to make them aware that they’re running in a clustered environment, or use any specialized software. The fault tolerant capability is built into ftServer by combining the AUL with industry-standard hardware and software.

Both units are perfectly synchronized and work together in “Locked Step”.

Only Stratus ftServer offers true failure protection, rather than recovery from a failure. Only Stratus prevents downtime, and ensures all transactions are processed, with no data corruption or data loss.

And it does this without requiring any changes to your applications to make them cluster-ware, or requiring any failover scripts to be written.

 

Stratus ftServer doesn’t require any special software, or any special skills, and is more affordable in the long run to purchase and use than complex clusters with multiple hardware and software components.

And our single system, with continuous availability built-in, is much easier to set up, configure, manage, and service, than a complex system with multiple servers, switches, storage arrays, and availability software.

 

What sets ftServer apart from other continuously available platform solutions, is its simplicity. ftServer is simple to deploy, simple to manage, and simple to service.

 

This fully integrated system quickly delivers continuously available applications and data protection. Rapid deployment and superior serviceability help you maximize revenues, production quality, and resource efficiency.

Conclusion:  For an application that protects revenue, reputation or life accept nothing less than Absolute availability, Stratus ftServer is what you need.

 

Written by Dionaro (Dion) Orcullo
System Specialist

For more information, please contact marketing@stream.co.th or call 02-679-2233

0 0 Continue Reading →

OutSystems Seminar – Digital Transformation Now Roadshow

เมื่อวันอังคารที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา สตรีมได้จัดงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ OutSystems ภายใต้หัวข้อ “Digital Transformation Now Roadshow” ณ โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท และเชิญลูกค้าผู้มีอุปการณคุณมาฟังอบรมสัมมนาเพื่อเปิดมุมมองและเตรียมพร้อมให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ดิจิทัลเต็มตัว รวมถึงร่วมทำ workshop ด้วย โดยงานนี้ได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ

  1. Low-Code Hack Day เป็น Jump Start Training เต็มวันในเรื่องการพัฒนาแอพพลิเคชัน สำหรับ Architects and Developers ทั้งในเรื่องการอัพเกรดความเร็วของแอพพลิเคชัน การออกแบบ UI และ UX ให้สวยงามใช้งานง่าย ไปจนถึงการติดตั้งใช้งานจริงร่วมกับแอพพลิเคชันอื่นๆ ในระบบ
  2. Digital Acceleration เป็น Business Talk สำหรับ IT Directors, CIOs, and Executives ในช่วงครึ่งวันบ่าย ได้นำ case study ของบริษัทชั้นนำที่ประยุกต์ใช้นวัตกรรมมาช่วยในการปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ มายกตัวอย่าง รวมถึงชี้ให้เห็นจุดที่ควรคำนึงในการพัฒนาแอพ

สำหรับใครที่กำลังสนใจในเรื่องการพัฒนาแอพพลิเคชัน สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ Marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233

0 0 Continue Reading →

สุดยอดเคล็ดลับปั่นเพจวิวบนโลกออนไลน์ให้ถึงแสนได้ใน 3 ขั้นตอน

การตลาดนั้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สมัยก่อนถ้าเราจะโปรโมทสินค้าทีก็ต้องติดต่อโฆษณาทางทีวีซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แต่มาทุกวันนี้ แค่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็สามารถเข้าถึงคนนับล้านได้อย่างไม่ยากเย็น หากอยากให้มีคนรู้จักบนโลกออนไลน์ในเวลาอันรวดเร็ว ลองเอา 3 วิธีนี้ไปใช้กันดู รับรองเห็นผลแน่นอนครับ

1. ให้เหล่าคนดังบนโลกออนไลน์ช่วยโปรโมท

บนโลกออนไลน์นั้นอย่างที่รู้ครับว่าใครเริ่มก่อนก็ประสบความสำเร็จก่อน ดังนั้นในเมื่อเรามาทีหลังก็ต้องอาศัยการขอความช่วยเหลือจากเหล่ารุ่นพี่ที่มากประสบการณ์เหล่านี้นี่แหละ ให้เข้ามาช่วยโปรโมทเพจและเว็บไซต์ของเรา จะเป็นเน็ตไอดอล เซเล็บฯ บล็อกเกอร์ หรือ Youtuber ก็ได้หมด แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราเห็นใครมีผู้ติดตามเยอะ ๆ ก็เอาคนนั้นนะครับ เราต้องมีหลักในการเลือกนิดนึง โดยดูที่คาแรคเตอร์ของคนดังเหล่านั้นว่าใครเหมาะสมและเข้ากันได้ดีกับสินค้าที่เรามีที่สุด แค่นี้ก็จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทำให้การโปรโมทครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้แล้วล่ะ

 

2. โฆษณาบนโซเชียล

เดี๋ยวนี้ถ้าหวังเพียงแค่จะทำ SEO หรือ SEM ธุรกิจคงไปไม่รอดแน่ ๆ เพราะคนเราไม่ได้เข้าแต่ google เหมือนอย่างที่เคย แต่พฤติกรรมของคนไทยทุกวันนี้มีโซเชียลมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะไปทางไหนต้องเห็นคนกด Facebook, IG, Twitter, Youtube มันทำให้รู้ได้ว่าช่องทางทำการตลาดออนไลน์หรือเข้าถึงคนจำนวนมากนั้นถูกเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นถ้าอยากเพิ่มฐานลูกค้าให้เป็นที่รู้จักล่ะก็ การโฆษณาบนโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นอะไรที่มองข้ามไปไม่ได้เลยล่ะ

 

3. แชร์กันคนละนิด เดี๋ยวชีวิตก็ดีขึ้น

สองวิธีข้างต้นเราพูดถึงการเสียเงินดึงลูกค้าเข้ามากันแล้ว วิธีสุดท้ายนี้มาดูการเพิ่มฐานลูกค้าแบบไม่เสียเงินเสียทองกันบ้างดีกว่า ซึ่งผมเห็นหลายคนทำธุรกิจเองแท้ ๆ แต่ไม่กล้าแชร์ธุรกิจที่ตัวเองทำ อายเพื่อนบ้างอะไรบ้าง ซึ่งธุรกิจตรงนี้มันเป็นของเราเองครับ ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากการแชร์มันออกไป แล้วใครเค้าจะมารู้จักเรา จริงมั้ย ดังนั้นอย่าไปคิดมาก การแชร์และบอกต่อจะทำให้ธุรกิจของเราดังขึ้นมาได้ ยิ่งถ้าใครมีทีมงานเยอะ ๆ อาจขอให้เค้าช่วยแชร์ลง Facebook ของตัวเอง สมมติมีทีมงานสัก 10 คน คนนึงมีเพื่อนบนโซเชียลมีเดียสัก 500 คน ช่วยกันแชร์รวม ๆ กันก็อาจทำให้มีคนเห็นธุรกิจของเราเพิ่มขึ้นอีก 5,000 คนแล้วครับ

นี่แหละครับเหตุผลที่เราต้องเกาะติดและอัพเดทวิธีทำการตลาดใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งทุกวันนี้การแข่งขันของธุรกิจล้วนลงมาอยู่บนโลกออนไลน์ทั้งสิ้น ดังนั้นใครที่เพิ่งเริ่มต้นทำเว็บไซต์หรือเปิดเพจใหม่ ๆ ลองนำ 3 วิธีนี้ไปใช้กันนะครับ

หากท่านใดสนใจทราบเคล็ดลับดีๆ ทางด้านไอที เรามีโซลูชันมากมายที่ตอบโจทย์คุณ สามารถติดต่อเราได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 ครับ

0 0 Continue Reading →

เคล็ดลับทำการตลาดออนไลน์ ชี้ช่องรวยง่าย ๆ ด้วย Video

คลิปวิดีโอเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นที่รู้จักได้มากยิ่งขึ้น เพราะประสิทธิภาพในการเข้าถึงคนหมู่มากของมันนั่นเองครับ ถ้าคลิปไหนปังขึ้นมา คนก็พร้อมจะแชร์กันไปยาว ๆ ทำให้ธุรกิจเล็ก ๆ บางรายโด่งดังขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน ด้วยเหตุนี้แหละครับที่ทำให้ใคร ๆ ก็พยายามจะสร้างไวรัลคลิปเป็นของตัวเอง ซึ่งบอกได้เลยว่าถ้าบวกกับวิธีทำการตลาดเหล่านี้เข้าไปด้วยนะ วิดีโอของคุณจะขายได้ขายดีจนสร้างกำไรให้คุณเป็นกอบเป็นกำเลยล่ะ

  1. ดูคลิปเสร็จแล้ว ต้องติดต่อได้สะดวก

ไหน ๆ เราก็คิดจะทำคลิปดี ๆ ขึ้นมาสักอันแล้วก็อย่าลืมช่องทางการติดต่อของตัวเองเอาไว้ด้วยนะครับ จะแปะลิงก์ลงไปพร้อมโพสต์ หรือฝังเอาไว้อยู่ในวิดีโอก็แล้วแต่ เพราะถ้าเราไม่มีช่องทางติดต่อตรงนี้ให้ คนดูคลิปเราเสร็จเค้าก็จะปิดไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าเรามีลิงก์สักหน่อย เค้าก็สามารถกดเข้ามาติดต่อเราโดยตรงได้ในทันที ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายให้เราได้มากเลยล่ะ

Contact Us

  1. โฆษณาผ่านช่องทาง Facebook

อย่าได้เสียดายเงินในการโฆษณาตรงนี้เลยนะครับ เพราะถ้าเรามัวแต่คิดมากกับมัน วิดีโอที่เราอุตส่าทุ่มทุนสร้างขึ้นมาก็อาจเข้าไม่ถึงผู้คนอย่างที่เราหวังไว้ และแสดงศักยภาพให้เห็นออกมาได้ไม่เต็มที่ แบบนี้ไม่คุ้มค่าเหนื่อย ค่าเสียเวลาแน่ ยิ่งตอนนี้ Facebook เค้าปรับอัตราการเข้าถึงให้เหลือต่ำกว่า 1% ยิ่งทำให้คนเห็นวิดีโอของเราน้อยลงไปใหญ่ เพราะฉะนั้นใช้งาน Facebook Ads เลยดีกว่าครับ เลือก Campaign Get Video views และหากลุ่มเป้าในการยิงโฆษณา รับรองใส่เงินไปเท่าไหร่ ยิ่งได้กำไรกลับคืนมาเป็นเท่าตัวเท่านั้นแหละ

 

  1. ใช้ของใกล้ตัว ไม่ต้องมัวหาซื้อใหม่

การทำไวรัลคลิปให้ประสบความสำเร็จได้ สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องไม่เสียเงินอะไรที่มันเกินจำเป็น บางคนอยากประสบความสำเร็จด้วยวิดีโอก็จ้างตากล้อง ซื้ออุปกรณ์ใหม่ราคาหลายหมื่นมาเพื่อถ่ายทำ ซึ่งพอใช้งานเสร็จก็เก็บไว้ไม่ได้หยิบมาใช้ต่ออีกเลย แบบนี้เรียกว่าฟุ่มเฟือย วิดีโอดี ๆ เกิดขึ้นจากแนวคิด การวางแผนที่ดีเท่านั้นครับ เพราะจริง ๆ แล้วกล้องมือถือธรรมดาทั่วไปก็สามารถสร้างสรรค์ไวรัลคลิปดี ๆ ได้แล้ว ถ้าเราลงทุนกับกล้องกับอุปกรณ์เยอะ บางทีกำไรที่ได้กลับมาหักลบทุกอย่างแล้วอาจจะไม่คุ้มกันก็ได้นะ เพราะฉะนั้นใช้ของใกล้ ๆ ตัวที่มีไปน่ะแหละครับดีแล้ว

 

นี่แหละครับ เคล็ดลับในการทำการตลาดด้วยวิดีโอ

หากท่านใดสนใจทราบเคล็ดลับดีๆ ทางด้านไอที เรามีโซลูชันมากมายที่ตอบโจทย์คุณ สามารถติดต่อเราได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 ครับ

0 0 Continue Reading →

5 อันดับ Ecommerce Platform ที่เหมาะสำหรับการทำ SEO

         ทำไม SEO ถึงมีความสำคัญกับ e-commerce? เพราะว่า 44% ของผู้ใช้งานที่เข้ามาซื้อสินค้าออนไลน์ ล้วนมาจากการค้นหาผ่าน search engine ซึ่งนั่นหมายความว่าสินค้าของคุณจะมีโอกาสค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น ทำให้ขายได้ง่ายขึ้นด้วย

          เจ้าของธุรกิจหลายรายที่อาจจะไม่ทราบว่า e-commerce platform ที่ใช้อยู่นั้น ไม่ได้มีคุณลักษณะที่จำเป็นเพียงพอต่อการทำ SEO เพราะโปรแกรม e-commerce บางตัวก็มีเพียงฟีเจอร์พื้นฐานสำหรับการทำ SEO มาให้เท่านั้น สำหรับฟีเจอร์อื่นๆ ที่จำเป็นก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยทาง RICHMAN  ได้ให้คะแนนและจัดลำดับคะแนนสำหรับ e-commerce platform ดังนี้

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดอันดับ SEO

1.Independent Navigation Links  คะแนน 10/10

Navigation Link คือ รายชื่อเมนูเพื่อเข้าถึงสินค้าหรือหมวดหมู่ของสินค้า โดย e-commerce บางเจ้าจะสร้าง  Navigation link โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

2.Independent Page Titles   คะแนน 10/10

Page Title เป็นส่วนที่แสดงอยู่บน title bar ของบราวเซอร์ โดยแสดงหัวเรื่องของหน้านั้นๆ ซึ่ง e-commerce บางเจ้าจะสร้าง  Page Title โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

 

 

3.Independent Page URLs   คะแนน 9/10

การตั้งชื่อ Page URLs คือส่วนที่แสดงที่อยู่ของ page นั้นๆ โดยจะต่อท้ายชื่อของเว็บไบซต์ในส่วนของ address bar ซึ่งการตั้งชื่อที่ดีก็จะทำให้ website ถูกค้นหาได้ง่ายขึ้น โดย ecommerce บางเจ้าจะสร้าง  Page URLs โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

4.Independent Meta Descriptions   คะแนน 9/10

Meta Descriptions คือข้อความที่แสดงคำอธิบายของหน้า page โดยปรากฏอยู่ในหน้าผลการค้นหาของ Google แม้ว่าคำอธิบายจะไม่ส่งผลต่อตำแหน่งโดยตรงของการค้นหา แต่อาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจในการคลิกเข้าไปดูของผู้ใช้งานได้

5.Independent Image ALT Tags   คะแนน 3/10

การเพิ่ม ALT tag เป็นการแสดงข้อความรายละเอียดของรูปภาพ แม้ว่า ALT tag จะมีความสำคัญไม่มากในการจัดอันดับ SEO ของ Google แต่อาจมีผลกระทบต่อการแสดงผลในหน้าผลการค้นหารูปภาพของ Google

6.Independent H1 Headings   คะแนน 3/10

H1 head มักจะถูกกำหนดเป็นหัวเรื่องหลักที่แสดงอยู่ในหน้าสินค้าอยู่แล้ว โดยจะเป็นข้อความที่แสดงความเกี่ยวข้องกับข้อความที่ใช้ค้นหาใน Google โดยโปรแกรม e-commerce บางเจ้าจะไม่มีฟีเจอร์นี้มาให้ และอีกหลายๆ เจ้าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

 

 

 

7.Canonical URLs   คะแนน 7/10

การใส่ Canonial tag เอาไว้ที่เว็บ เพื่อเป็นการลดและป้องกันการเกิดข้อมูลซ้ำ (duplicate content) ของเว็บเรา

8.Integrated Blogging Platform   คะแนน 10/10

การมี link คุณภาพจากภายนอกที่ชี้มายังเว็บไซต์ เป็นปัจจัยที่เพิ่มความโดดเด่นและความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์อีกด้วย

9.Social Sharing buttons   คะแนน 8/10

ปุ่มสำหรับแบ่งปันเนื้อหาภายในเว็บไซต์ไปยัง social network อื่นๆ เป็นไอคอนที่จดจำได้ง่าย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถแบ่งปันเนื้อหาไปยังเครือข่ายอื่นๆ ภายนอก เพื่อให้ผู้ใช้อ่านคนอื่นๆ สามารถเข้าถึงได้

10.Auto XML Sitemap   คะแนน 9/10

XML Sitemap คือ การสร้างไฟล์ในเครื่อง server ที่รวมโครงสร้างของเว็บไซต์ซึ่งเป็นเหมือน “สารบัญ” หรือ “ดัชนี” ที่รวม link ของทุกหน้าไว้ที่หน้าเดียว อีกทั้งยังช่วยให้ search engine สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็ว

11.Use of own Domain Name   คะแนน 10/10

การใช้ชื่อ Domain name ต้องเป็นชื่อที่ไม่ซ้ำใคร และจะเป็นช่องทางที่ผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึง website เราได้โดยตรงบน internet

โดยหากท่านผู้อ่านสนใจที่จะสร้างเว็บไซต์ e-commerce ที่ให้ช่วยในการทำ SEO ได้อย่างครอบคลุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงของ website สามารถติดต่อได้ที่  marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233


เขียนและเรียบเรียงโดย

กมลเนตร   วงศ์ปราโมทย์

Business Analyst

 

0 0 Continue Reading →

Digital Healthcare เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกทางการแพทย์

เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในหลายๆ ด้าน รวมถึงในทางการแพทย์ที่มี Digital Healthcare เกิดขึ้น เป็นตัวกลางให้ข้อมูลของแพทย์และผู้ป่วยเชื่อมถึงกันได้มากยิ่งขึ้น

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเพิ่มทุน 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในบริษัท Digital Healthcare แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโปรแกรมสำหรับคนไข้ที่ต้องการหาหมอและเปรียบเทียบราคาการให้บริการทางการแพทย์ทั่วประเทศ

โดยบริษัท Digital Healthcare แห่งนี้ มีชื่อว่า Amino Inc ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 ที่เมือง San Francisco มีผู้สนใจร่วมทุนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มทุน Highland Capital Management รวมทั้ง Accel , Aspect Ventures, Charles River Ventures, Northwestern Mutual Future Ventures และ Pilot Wall Group. ล่าสุดมูลค่าการลงทุนสูงถึง 44.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

บริษัท Amino ได้นำเทคโนโลยีมาสร้างระบบค้นหา โดยในระบบมีข้อมูลประกันสุขภาพมากกว่า 9 ล้านข้อมูลซึ่งเก็บมาจากการเคลมประกัน และในข้อมูลนั้นมีคนไข้ถึง 222 ล้านคน ด้วยระบบค้นหาที่ผ่านเว็บไซต์ ผู้ใช้จึงสามารถเข้าถึงได้ด้วยมือถือและคอมพิวเตอร์ สามารถค้นหาแพทย์และเปรียบเทียบราคาการให้บริการทางการแพทย์ในบริเวณใกล้เคียง

เดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา Amino ได้อัพเดทข้อมูลให้แก่ผู้ใช้ ซึ่งสามารถค้นหาการให้บริการทางการแพทย์ 49 ประเภท และสามารถเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายการให้บริการระหว่างรัฐได้ รวมถึงประมาณการค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายตามประสบการณ์ของแพทย์โดยดูจากประกันที่ผู้ใช้มีอยู่ ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลของแพทย์ 550,00 คน และ 129 บริษัทประกัน โดยผ่านการให้บริการที่ชื่อว่า  “Find a doctor service”

มาดูการทำงานแบบคร่าวๆ กันครับ

เริ่มจากผู้เข้าชม ต้องการหาบริการทางการแพทย์ หรือ ต้องการประมาณการค่าใช้จ่ายของบริการทางการแพทย์ โดยพิมพ์ key word ที่ต้องการค้นหา

 

สมมติว่า ต้องการฝากครรภ์หรือทำคลอด เพียงแค่ search และ กรอกเงื่อนไข เช่น อายุ เพศ สถานที่ต้องการ

 

จากนั้นระบบจะทำการค้นหาข้อมูล แพทย์ ตามบริเวณที่เราได้เลือกเงื่อนไขไว้

 

จากนั้นระบบจะแสดงข้อมูลจำนวนแพทย์ ตามแต่ละพื้นที่ จากเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้

 

ผู้ใช้สามารถเลือกดูข้อมูลแพทย์แบบละเอียดได้ และสามารถนัดแพทย์ได้เลย นอกจากนี้ยังสามารถดูรีวิวและดูค่าใช้จ่ายของแพทย์แต่ละคนที่ได้เลือกไว้

 

หรือจะทำการประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับการให้บริการทางการแพทย์ได้ด้วย เช่น การ x-ray แขน

 

ระบบจะค้นหาและแสดงค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุมตามพื้นที่ที่ต้องการอีกด้วย

 

Credit: https://www.digitalcommerce360.com/2017/04/10/676759/

 

หากสนใจ IT Solution สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

 

 

 

0 0 Continue Reading →

ทำ A/B Testing ด้วย Google Content Experiments

เวลาเราสร้าง page ของ website ขึ้นมา มีหลากหลาย design หรือ หลากหลาย content เราจะวัดผลได้ยังไงว่าแบบ ไหนดีกว่ากัน จะใช้ตัววัดอะไรดี Pageviews ?  Bounces Rate ? Session Duration ? ในบทความนี้เราจะลองลงมือทำ A/B Testing  แบบง่ายๆ ด้วย

Google Content Experiments ซึ่ง ฟรี  ไม่เสียเงิน มาเริ่มกันเลยครับ

ก่อนที่จะทำ A/B Testing นั้น ต้องทำสิ่งเหล่านี้ก่อน

1.สมัคร Google Analytics  ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

2.นำ code Google Analytics ไปวางบน page website

มาเริ่มกันเลย

  1. Sing in เข้าไปที่ Google Analytics > https://analytics.google.com/analytics/web/
  2. จากนั้นไป search คำว่า “Experiments” ทางด้านบนซ้าย

3.กดปุ่ม Create Experiment เพื่อเริ่มทำ A/B Testing กัน

4.ในตัวอย่างนี้ผมจะ Test จำนวนผู้เข้าชมระหว่าง blog A กับ blog B ซึ่งมี Design ต่างกันและเนื้อหาต่างกัน

ใน step 1 ให้ใส่เรียงตามนี้

  • ชื่อของวัตถุประสงค์ที่เราจะ test
  • วัตถุประสงค์ของการเทส ครั้งนี้ ซึ่งจะมีค่าเริ่มต้นให้ 3 ค่า
    • Pageviews – จำนวนผู้ที่เยี่ยมชม
    • Bounces เป็นอัตราของผู้เยี่ยมชมที่เข้ามายังหน้าเว็บของเราโดยที่ไม่ได้คลิ๊กต่อไปที่ไหนเลย
    • Session Duration – เวลาที่ผู้เยี่ยมชม อยู่ในหน้า page นั้นๆ
  • กำหนดค่า traffic ไปที่ 100%

จากนั้นกดปุ่ม save

Step 2

ให้ใส่ URL หน้า page ที่เราต้องการเทส โดยที่หน้าหลัก จะเป็น Original Page ส่วนหน้าที่เป็นตัวแปร ให้ใส่ที่ Variant1 และหากต้องการเปรียบเทียบหน้าอื่นๆ กับ Original Page ก็สามารถเพิ่มได้

Step 3

กดปุ่ม Manually insert the code และนำ copy code ไปวางไว้ที่ข้างล่าง tag header บน html page ที่เป็น original page

เอาไปวางไว้ตรงข้างล่าง html

Step 4

ถ้านำ code ไปติดเรียบร้อยแล้ว จะผ่านดังรูป แต่หากยังมี error แสดงว่า ติด code ผิด หรือยังไม่มี code Google Analytics ติดไว้

กดปุ่ม Save เป็นอันจบพิธีการ set A/B test  แบบง่ายๆ

 

อันนี้เป็นตัวอย่างผลการ test ที่ run มาได้ประมาณ เกือบ 2 เดือนครับ


A/B Testing คืออะไร ดูได้จากบทความนี้เลยครับ

 

ยังไงก็ลองดูกันนะครับ  สุดท้าย Google Experiment สามารถทำท่ายากได้อีกหลายท่า แต่อาจจะต้องมีความรู้ทางด้าน coding เพื่อเพิ่มความซับซ้อนของการเทส

เขียนโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

 

0 0 Continue Reading →

ทำความรู้จัก A/B Testing

A/B Testing คืออะไร

A/B Testing เป็นวิธีการเปรียบเทียบการออกแบบของ Web page ที่ออกแบบมาแตกต่างกัน เพื่อดูว่าแบบไหนมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน โดยที่พิจารณาจาก conversion rate ซึ่งเว็บไซต์แต่ละประเภทจะมี conversion rate ที่แตกต่างกัน เช่น

1.E-Commerce Website อาจจะวัดจาก ผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่ซื้อสินค้ากับผู้เข้าชมเว็บไซต์เฉยๆ

2.Saas web app อาจจะวัดจากผู้เข้าใช้ application ที่ลงทะเบียนใช้ trail version และเปลี่ยนมาเป็นจ่ายเงิน (paid version)

3.ข่าวหรือ media เว็บไซต์ อาจจะวัดจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่คลิกโฆษณหรือกด subscriptions  กับผู้เข้าชมเว็บไซต์เฉยๆ

 

ทุกธุรกิจบนเว็บไซต์ต้องการที่จะเปลี่ยนจาก ผู้เข้าชมเว็บไซต์มาเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือการกระทำแบบอื่นๆ ที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องการ เรียกว่า Conversion rate ซึ่งสิ่งนี้เป็นตัววัดประสิทธิภาพของตัวแปร A, B ว่าแบบไหนที่เราออกแบบแล้วมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน

แล้วเราจะ test ส่วนไหนของ website ได้บ้าง

ทุกองค์ประกอบของเว็บไซต์สามารถทำ A/B Test ได้ ได้แก่
1.Headlines
2.Sub headlines
3.Paragraph
4.Testimonials
5.Text Link
6.Action Button
7.Links
8.Images
9.Content
10.Social proof
11.Media mentions
12.Awards และ badges

ขั้นตอนการทำ A/B Testing
1.ศึกษาข้อมูลเว็บไซต์ โดยใช้ Google Analytics เพื่อหาปัญหา เช่น หน้า page ที่มี bounce rate สูงๆ คนที่เข้ามาเว็บไซต์หน้าไหนแล้ว ออกจากเว็บไปโดยไม่ดูหน้าอื่นต่อ เช่น ถ้าคนเข้ามาดูหน้า home page แล้ว ไม่มีคลิกไปที่อื่นต่อ หรือไม่คลิกที่รูปภาพไหนเลย แสดงว่า ควรจะทำ A/B test ที่หน้า home page ก่อน เพราะ bounce rate สูง

2.ตั้งสมมติฐาน ควรจะตั้งสมมติฐานที่ทำให้เพื่ม conversion rate เช่น รูปโปรโมชั่น ควรทำให้มีเนื้อหาดึงดูใจผู้ที่เข้ามาชม หรือ ปุ่มซื้อสินค้าเล็กเกินไป ไม่เด่นทำให้ผู้เข้าชมเว็บไม่เป็นที่สังเกตุ

3.ทดสอบสมมติฐาน โดยการสร้างตัวแปรที่สอดคล้องกับสมมติฐานจากข้อ 2 โดยเทียบกับ web page ปัจจุบัน เช่น ตัวแปร A เป็น web page ปัจจุบันที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และตัวแปร B เป็น web page ที่มีรูปโปรโมชั่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีเนื้อหาดึงดูดให้เข้ามาคลิก

4.ดูผลลัพธ์จากการสร้างตัวแปร AB test วิเคราะห์ผลลัพธ์จากข้อ 3 ว่าตัวแปร B ที่เราสร้างรูปโปรโมชั่นใหม่ มีผู้เข้าชมเข้ามากดคลิก เพิ่มขึ้นขนาดไหน ถ้ามีคนคลิกเยอะแสดงว่า ควรที่จะปรับปรุงรูปโปรโมชั่นบนหน้า homepage เพื่อลด bounce rate และ เพิ่ม conversion rate ให้มากกขึ้น แต่ถ้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่ารูปโปรโมชั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรปรับปรุง ควรจะกลับไปข้อ 2 เพื่อตั้งสมมติฐานใหม่และลองใหม่เพื่อหาสาเหตุปัญหาบน web page


 

บทความต่อไป เป็นการใช้ Google Experiment ทำ A/B Testing แบบ ฟรีๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

หากสนใจที่จะเพิ่มยอดขายให้กับ E-Commerce  สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

เขียนโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

0 0 Continue Reading →