Skip to Content

Blog Archives

การจัดซื้อยุคใหม่

วงจรการซื้อขายแบบเก่า จะมีขั้นตอนยุ่งยากและเอกสารมากมาย กว่าจะจบกระบวนการ ตั้งแต่ขอใบเสนอราคา การต่อรองราคา การชำระเงิน การออกใบกำกับภาษี

การทำ B2B Commerce ผ่านออนไลน์ จะช่วยวงจรการซื้อขายได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ที่ทำให้ซัพพลายเออร์ จากบริษัทต่างๆ สามารถรับ-ส่งใบเสนอราคา คำสั่งซื้อ ใบกำกับภาษี และ เครดิตโน๊ต รวมทั้งมีการนำประเภทสินค้าและข้อมูลสินค้า เพื่อให้ผู้ซื้อได้พิจารณาและสามารถซื้อสินค้าหรือขอใบเสนอราคาผ่านระบบ หลังจากที่ผู้ซื้อวางคำสั่งซื้อไปแล้ว ซัพพลายเออร์สามารถตรวจสอบสถานะคำสั่งซื้อและใบกำกับภาษีแบบ real time ซึ่งจะลดการค้นหาข้อมูลของทางแผนกบัญชีเจ้าหนี้ของทางบริษัทผู้ซื้อได้

บริษัทผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าจาก ซัพพลายเออร์ ผ่านระบบ B2B Commerce ซึ่งอำนวยความสะดวกในการชำระเงิน ลดเวลาของกระบวนการจัดซื้อ และซัพพลายเออร์มีโอกาสที่จะพัฒนา brand ตัวเองและโอกาสที่จะหาลูกค้าที่มีศักยภาพที่จะเป็นคู่ค้าในอนาคตอีกด้วย

ระบบ B2B Commerce ควรจะมีจากชำระเงินที่ได้ตกลงกันระหว่างคู่ค้าหลายวิธีเพื่อให้เหมาะกับแผนกการเงิน และบัญชีของคู่ค้า ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์อาจจะขอให้ชำระเงินเร็วกว่ากำหนด โดยเสนอ งวดการชำระเงินที่น่าสนใจหรือส่วนลดพิเศษ ขณะที่ผู้ซื้ออาจจะขอยืดระยะเวลาการชำระเงินเพื่อให้เหมาะกับช่วงจ่ายเงินของบริษัท ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านระบบ B2B Commerce แบบ real time  และระบบสามารถแปลงรูปแบบเอกสารการเงินให้อยู่ในรูปแบบของ ERP ไม่ว่าจะเป็น Oracle, SAP, Microsoft Dynamic ที่คู่ค้าใช้กันอยู่เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่แผนกบัญชีและการเงิน

ฟังก์ชั่นเหล่านี้จะมีอยู่บนระบบ B2B Commerce เพื่อให้ซัพพลายเออร์ ได้เงินเร็วกว่าและแน่นนอนกว่า และช่วยเพิ่มกระแสเงินสดและลดเวลาการจัดซื้อลง ลดระยะเวลาอัตราการหมุนลูกหนี้การค้า  ในขณะที่ผู้ซื้อสามารถยืดระยะเวลาอัตราการหมุนเจ้าหนี้การค้า และถือครองเงินสดให้ยาวขึ้น  จะเห็นได้ว่าวิธีการนี้ win-win ทั้งคู่สำหรับกระแสเงินสดของคู่ค้าทั้งคู่

ในการนำ B2B Commerce มาช่วยพัฒนาวงจรการซื้อขายและการชำระงินไม่ใช่แค่การซื้อขายกันเท่านั้น รวมทั้งพัฒนาขบวนการทำงานภายในของแต่ละบริษัทคู่ค้าให้มีการแชร์ข้อมูลและร่วมงานกันอย่างราบรื่น

ที่มา:https://www.digitalcommerce360.com/2017/05/17/new-methods-of-procurement-and-payment-drive-strategic-commerce/

 

สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

Case Study: Burger King & Magento

บริษัท Meyer Quick Service Logistik (QSL) เป็นบริษัทให้บริการขนส่งสินค้าเต็มรูปแบบ ที่มีลูกค้าเป็นบริษัทร้านอาหารยักษ์ใหญ่ มีแฟรนไชส์มากกว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Burger King, KFC, Pizza Hut และ Starbuck QSL ให้บริการตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อ บริหารจัดการคลังสินค้า การกระจายสินค้า รวมถึงการชำระเงิน

ในปี 2014 ที่ผ่านมา Burger King และ QSL ต้องการที่จะยกระดับขบวนการขนส่งสินค้า ที่มีสาขามากกว่า 700 สาขาและมีคำสั่งซื้อมากกว่า 1,800 คำสั่งต่อวัน Burger King จึงต้องการ platform ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับปริมาณการใช้งานจำนวนมากได้ และต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เข้ากับกระบวนการทำงานได้ด้วย

Magento จึงเป็นคำตอบ

Magento จัดการกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่คำสั่งซื้อจนถึงการส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยใช้ Magento Enterprise Edition ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบบริหารจัดการสินค้าของทางร้าน ข้อมูลการบริหารเวลา และข้อมูลเวลาที่ใช้จัดส่ง ตั้งแต่มีคำสั่งซื้อเข้ามาจนถึงการขนส่งสินค้า และยังมีการเชื่อมต่อกับระบบอาหาร (catering) ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกส่วนประกอบของเบอร์เกอร์เองได้ ไม่ว่าจะเป็น หัวหอมใหญ่ มะเขือเทศ ผักกาดแก้ว ซอสชนิดต่างๆ ซึ่งการเชื่อมต่อข้อมูลเหล่านี้ทำให้ลดความผิดพลาดของข้อมูล และลดระยะเวลาในการจัดเตรียมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากนำระบบ Magento ขึ้นใช้งาน ผลปรากฏว่า มีคำสั่งซื้อมากกว่า 1,000 คำสั่งซื่อต่อชั่วโมงผ่าน 700 สาขา และสินค้า 5,000 กว่ารายการ ที่ลูกค้าสามารถเลือกส่วนประกอบได้ โดยใช้เวลาแค่ 6 เดือนในการพัฒนาระบบ

ที่มา:https://magento.com/customers/qsl-burger-king

 

สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเราได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

เมื่อสนามบินระดับท็อปอย่าง Frankfurt ใช้ซอฟแวร์ Magento Omnichannel

 

ในปี 2015 สนามบิน Frankfurt ประเทศเยอรมนี มีผู้โดยสารประมาณ 61 ล้านคน นับเป็นหนึ่งในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และด้วยจำนวนผู้โดยสารที่มากมายนี้ ทำให้สนามบินมีจำนวนร้านค้าปลีก outlet มากกว่า 300 ร้าน สนามบิน Frankfurt จึงเป็นสวรรค์ของนักช้อปอีกด้วย

เมื่อบริษัท Fraport ที่ทำหน้าที่ขนส่งในสนามบิน ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการค้าเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารมากกว่าล้านคน โดยการเพิ่มประสบการณ์มิติใหม่ให้แก่ผู้โดยสารตั้งแต่ลงเครื่อง เข้าต.ม. เข้าร้านอาหาร และทุกบริการภายในสนามบิน

บริษัท Fraport ต้องบริหารจัดการร้านค้าหลายร้อยร้าน จัดการ drop-ship บริหารจัดการคลังสินค้า รวมทั้งบริหารจัดการการขนส่งโดยเลือกใช้ Magento Commerce Platform ที่เป็นการเชื่อมต่อข้อมูลต่างๆ กับร้านค้าที่อยู่ภายในสนามบิน แต่การเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ของแต่ละร้านไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อนำระบบ Magento มาเชื่อมต่อกับซึ่งระบบทั้งหมดเหล่านั้น ทำให้เป็นระบบเดียวที่เป็นส่วนกลาง บางร้านใช้ระบบ ERP ของตัวเอง หรือถ้าหากบ้างร้านไม่มีระบบ ERP ก็จะใช้ ระบบ PIM ในการจัดการข้อมูลสินค้า

 

ในการเชื่อมต่อระบบที่แตกต่างกันหลายๆ ระบบ จะใช้ระบบ Enterprise Service Bus (ESB) เพื่อเป็นตัวกลางในการรับ-ส่งข้อมูลต่างๆ ระหว่างระบบ Magento และระบบร้านค้า นอกจากนี้ยังใช้ระบบ Order Management ของ Magento เพื่อบริหารจัดการคำสั่งซื้อ และเสริมด้วยระบบ Business Intelligence เพื่อช่วยในการวิเคราะห์

หลังจากขึ้นระบบทั้งหมดแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือผู้โดยสารที่มาสนามบิน Frankfurt ได้รับประสบการณ์ใหม่ พวกเขาสามารถซื้อสินค้าออนไลน์จากบนเครื่องบินหรือระหว่างทางที่มาสนามบิน และสามารถมารับของเองหรือเลือกจัดส่งสินค้าให้ไปรอตามจุดต่างๆ ทั้งในสนามบินหรือนอกสนามบินได้อีกด้วย

 

ทุกวันนี้สนามบิน Frankfurt กลายเป็นสนามบินที่ล้ำหน้ามากที่สุด ด้วยการทำ Omnichannel ที่เชื่อมต่อข้อมูลทั้งข้อมูลสินค้า สต๊อกสินค้าและคำสั่งซื้อของร้านค้าทั้งหมด ซึ่งลูกค้าสามารถซื้อได้ผ่าน website, kiosk , mobile app, หรือหน้าร้าน ทำให้ลูกค้าไม่ใช่แค่ผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกค้าภายนอกที่ต้องการซื้อสินค้าจากสนามบินด้วย

ผลลัพธ์เหล่านี้พิสูจน์แล้วว่า Magento สามารถทำให้เรื่องยากในการบริหารจัดการธุรกิจ เป็นจริงขึ้นมาได้

หากสนใจซอฟแวร์ Magento สามารถติดต่อได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

 

ที่มา:https://magento.com/customers/fraport

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

 

0 0 Continue Reading →

4 อุปสรรคที่ดึงยอดขาย E-Commerce

คนที่ทำ E-Commerce น่าจะเคยเจอปัญหาว่า ทำไมยอดขายยังไม่กระเตื้อง ทั้งๆ ที่ทำการตลาดก็แล้ว ลงโฆษณาก็แล้ว คนเข้ามาชมเว็บไซต์ก็ไม่น้อย แต่เหตุใดไม่ค่อยมีใครซื้อสินค้า เรามาดูกันดีกว่าครับว่า สาเหตุหลักๆ 4 ข้อที่ดึงยอดขายไม่ให้เติบโตอย่างที่ควร มีอะไรบ้าง

 

 

อันดับที่ 1: 54%  เนื่องจากสินค้าหรือบริการที่ต้องขายพร้อมกับสินค้าหรือบริการของบริษัทอื่นด้วย ลองนึกดูว่า ถ้าลูกค้าซื้อสินค้าของเราและต้องซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทอื่นด้วยถึงจะใช้งานได้  ซื้อครั้งเดียวไม่จบ ต้องไปหาซื้อสินค้าหรือบริการอื่นอีก จะยุ่งยากแค่ไหน  ถ้าหากใครกำลังมีสินค้าหรือบริการแบบนี้อยู่ แนะนำว่าควรเปลี่ยนสินค้าหรือบริการดีกว่า  หรือถ้าหากไม่เปลี่ยน ควรจะขายเป็น group product หรือ bundle ไปเลย เพื่อความสะดวกแก่ลูกค้า

 

อันดับที่ 2: 42%  เนื่องจากสินค้าหรือบริการมีผู้ขายหลายราย เหมือนกับ e-marketplace ทั่วไป ถึงแม้ว่าจะมีสินค้าให้เลือกหลากหลายชนิด  หลากหลายผู้ขาย แต่ด้วยจำนวนสินค้าที่มากมาย ทำให้เจ้าของ marketplace ไม่สามารถตรวจคุณภาพสินค้าได้ทั่วถึง จึงเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น  สินค้าปลอม  สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ สินค้าหมดอายุ สินค้ามีตำหนิ เมื่อลูกค้าสั่งซื้อแล้วและไม่เห็นของก่อนซื้อ จึงมีปัญหาเกิดขึ้นภายหลัง ทำให้ลูกค้าหมดความเชื่อถือ marketplace นั้น ไปและไม่กลับมาซื้อสินค้าอีก จึงทำให้เป็นสาเหตุที่ทำให้ยอดขายตกลง

 

อันดับที่ 3: 41%  เนื่องจากสินค้าหรือบริการมีความซับซ้อนเกินไป  เข้าใจยาก มีเงื่อนไขมากมาย วิธีการใช้ยุ่งยาก พิสดารไม่เหมือนสินค้าทั่วไป อาจจะทำให้ลูกค้าเกิดความสับสน หรือไม่กล้าที่จะซื้อสินค้าหรือบริการนั้น คุณอาจจะต้องใส่ข้อมูล รายละเอียดลงไป หรือมีวิดีโออธิบายสินค้า การใช้งาน และควรจะมี live chat หรือ call center เพื่อคอยบริการให้คำปรึกษา แนะนำสินค้า เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจสินค้าหรือบริการ ปลอดภัยที่จะซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆ

 

อันดับที่ 4: 31% เนื่องจากราคาสินค้าหรือบริการแต่ละครั้งไม่เท่ากัน อาจจะทำให้ลูกค้าสับสน ซื้อครั้งหนึ่ง ราคานึง  อีกครั้งราคาต่างกันทั้งที่ สินค้าเหมือนกัน จำนวนเท่ากัน ขนส่งไปที่เดียวกัน จนทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกไม่มั่นใจในระบบ และตัวสินค้าหรือบริการ คุณอาจจะต้องมีหมายเหตุแสดงให้แก่ลูกค้า ว่าทำไมจึงราคาแตกต่างกัน อาจจะเป็นเพราะราคาสินค้าขึ้น การขนส่ง หรือวิธีการชำระเงินเปลี่ยนรูปแบบไป ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ควรแจ้งแก่ลูกค้าให้ชัดเจน เพื่อลดความสับสนและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูกค้า

 

สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเราที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

5 อันดับ Ecommerce Platform ที่เหมาะสำหรับการทำ SEO

         ทำไม SEO ถึงมีความสำคัญกับ e-commerce? เพราะว่า 44% ของผู้ใช้งานที่เข้ามาซื้อสินค้าออนไลน์ ล้วนมาจากการค้นหาผ่าน search engine ซึ่งนั่นหมายความว่าสินค้าของคุณจะมีโอกาสค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น ทำให้ขายได้ง่ายขึ้นด้วย

          เจ้าของธุรกิจหลายรายที่อาจจะไม่ทราบว่า e-commerce platform ที่ใช้อยู่นั้น ไม่ได้มีคุณลักษณะที่จำเป็นเพียงพอต่อการทำ SEO เพราะโปรแกรม e-commerce บางตัวก็มีเพียงฟีเจอร์พื้นฐานสำหรับการทำ SEO มาให้เท่านั้น สำหรับฟีเจอร์อื่นๆ ที่จำเป็นก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยทาง RICHMAN  ได้ให้คะแนนและจัดลำดับคะแนนสำหรับ e-commerce platform ดังนี้

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดอันดับ SEO

1.Independent Navigation Links  คะแนน 10/10

Navigation Link คือ รายชื่อเมนูเพื่อเข้าถึงสินค้าหรือหมวดหมู่ของสินค้า โดย e-commerce บางเจ้าจะสร้าง  Navigation link โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

2.Independent Page Titles   คะแนน 10/10

Page Title เป็นส่วนที่แสดงอยู่บน title bar ของบราวเซอร์ โดยแสดงหัวเรื่องของหน้านั้นๆ ซึ่ง e-commerce บางเจ้าจะสร้าง  Page Title โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

 

 

3.Independent Page URLs   คะแนน 9/10

การตั้งชื่อ Page URLs คือส่วนที่แสดงที่อยู่ของ page นั้นๆ โดยจะต่อท้ายชื่อของเว็บไบซต์ในส่วนของ address bar ซึ่งการตั้งชื่อที่ดีก็จะทำให้ website ถูกค้นหาได้ง่ายขึ้น โดย ecommerce บางเจ้าจะสร้าง  Page URLs โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

4.Independent Meta Descriptions   คะแนน 9/10

Meta Descriptions คือข้อความที่แสดงคำอธิบายของหน้า page โดยปรากฏอยู่ในหน้าผลการค้นหาของ Google แม้ว่าคำอธิบายจะไม่ส่งผลต่อตำแหน่งโดยตรงของการค้นหา แต่อาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจในการคลิกเข้าไปดูของผู้ใช้งานได้

5.Independent Image ALT Tags   คะแนน 3/10

การเพิ่ม ALT tag เป็นการแสดงข้อความรายละเอียดของรูปภาพ แม้ว่า ALT tag จะมีความสำคัญไม่มากในการจัดอันดับ SEO ของ Google แต่อาจมีผลกระทบต่อการแสดงผลในหน้าผลการค้นหารูปภาพของ Google

6.Independent H1 Headings   คะแนน 3/10

H1 head มักจะถูกกำหนดเป็นหัวเรื่องหลักที่แสดงอยู่ในหน้าสินค้าอยู่แล้ว โดยจะเป็นข้อความที่แสดงความเกี่ยวข้องกับข้อความที่ใช้ค้นหาใน Google โดยโปรแกรม e-commerce บางเจ้าจะไม่มีฟีเจอร์นี้มาให้ และอีกหลายๆ เจ้าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

 

 

 

7.Canonical URLs   คะแนน 7/10

การใส่ Canonial tag เอาไว้ที่เว็บ เพื่อเป็นการลดและป้องกันการเกิดข้อมูลซ้ำ (duplicate content) ของเว็บเรา

8.Integrated Blogging Platform   คะแนน 10/10

การมี link คุณภาพจากภายนอกที่ชี้มายังเว็บไซต์ เป็นปัจจัยที่เพิ่มความโดดเด่นและความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์อีกด้วย

9.Social Sharing buttons   คะแนน 8/10

ปุ่มสำหรับแบ่งปันเนื้อหาภายในเว็บไซต์ไปยัง social network อื่นๆ เป็นไอคอนที่จดจำได้ง่าย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถแบ่งปันเนื้อหาไปยังเครือข่ายอื่นๆ ภายนอก เพื่อให้ผู้ใช้อ่านคนอื่นๆ สามารถเข้าถึงได้

10.Auto XML Sitemap   คะแนน 9/10

XML Sitemap คือ การสร้างไฟล์ในเครื่อง server ที่รวมโครงสร้างของเว็บไซต์ซึ่งเป็นเหมือน “สารบัญ” หรือ “ดัชนี” ที่รวม link ของทุกหน้าไว้ที่หน้าเดียว อีกทั้งยังช่วยให้ search engine สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็ว

11.Use of own Domain Name   คะแนน 10/10

การใช้ชื่อ Domain name ต้องเป็นชื่อที่ไม่ซ้ำใคร และจะเป็นช่องทางที่ผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึง website เราได้โดยตรงบน internet

โดยหากท่านผู้อ่านสนใจที่จะสร้างเว็บไซต์ e-commerce ที่ให้ช่วยในการทำ SEO ได้อย่างครอบคลุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงของ website สามารถติดต่อได้ที่  marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233


เขียนและเรียบเรียงโดย

กมลเนตร   วงศ์ปราโมทย์

Business Analyst

 

0 0 Continue Reading →

จาก Start up สู่แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลก ดัง ปัง บน Amazon โดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบวิดีโอดึงลูกค้าใหม่

มาทำรู้จักกับเรื่องราวของ Start up ร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง ชื่อ KF Beauty ที่ทำสื่อผ่านทางช่องทางวีดีโอโซเชียลมีเดีย เพิ่มลูกค้ารายใหม่มากกว่าพันราย และได้ Feedback ที่สำคัญมากมายจากลูกค้า

Malinsky และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Jon Davidman  ได้สร้างแบรนด์ KF Beauty ในปี 2013 พร้อมกับผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม KeraFiber ในปี 2015 ทั้งคู่ได้ซื้อ WunderBrow ซึ่งเป็นเครื่องสำองค์แต่งคิ้ว ในปัจจุบัน ธุรกิจของทั้งคู่ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมความงามใน 27 ประเทศ มีสินค้า 21 sku และ เพิ่มยอดขายขึ้น 800% เมื่อเทียบเป็นรายปีในปี 2016 และสร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์เป็นหลายล้านดอลลาร์

ร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง WunderBrow และ KF Beauty ถือว่า Amazon เป็นช่องทางการขาย ช่องทางที่ 3  ซึ่งประมาณ 75% ของยอดขายทั้งหมดมาจาก Amazon โดยตรง

Malinsky ceo ของ KF Beauty ได้กล่าวว่า เป้าหมายของการขายสินค้านั้น คือ การเพิ่มความผูกผันของผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ให้ตรงใจลูกค้า ซึ่งสามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้มากขึ้น และมีลูกค้าที่กลับมาซื้อสินค้ารวมทั้งแนะนำผลิตภัณฑ์ให้แก่คนรอบข้างเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 40%

ยอดขายส่วนใหญ่ของ KF Beauty มาจาก Amazon โดยตรง เนื่องจากเว็บไซต์ Amazon มีการซื้อขาย และบริการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า และทาง Amazon ยังมีการแจ้งเตือนระดับสต็อกสินค้า ก่อนที่จะหมด จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ของ KF Beauty ไม่เคยขึ้น Out of Stock บน Amazon

ในด้านกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ เดิมที KF Beauty ทำการตลาดผลิตภัณฑ์คิ้วให้กับผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้น ไปเนื่องจากพวกเธอมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาเรื่องผมร่วงหรือขนคิ้วบางขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม KF Beauty ตระหนักดีว่าผู้บริโภคอายุ 20 ปี ก็มีความสนใจในการแต่งคิ้ว ดังนั้นจึงเปลี่ยนกลยุทธ์นำ WunderBrow มาเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคช่วงอายุวัยรุ่นแทน

Malinsky  กล่าวว่า เรารู้ว่ามีผู้บริโภคที่อายุน้อยจำนวนมากที่มีศักยภาพ ถ้าเราหาทางเชื่อมต่อกับผู้บริโภคที่อายุน้อยกว่า และส่งข้อความที่ โดน ให้แก่ผู้บริโภค Malinsky  จึงเลือกใช้วิดีโอโซเชียล เช่น  Facebook เพื่อกระจายข่าวเกี่ยวกับแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคที่อายุน้อย

ในการทำวิดีโอผลิตภัณฑ์ จะไม่เหมือนโฆษณาแบบสมัยก่อน แต่จะใช้ Blogger และ Youtube หรือ นำดารา เน็ตไอดอลที่มีอิทธิพลบน Social นำเสนอเคล็ดลับในการใช้งานผลิตภัณฑ์ WunderBrow ให้แก่ผู้บริโภค

กลยุทธ์ในการทำวิดีโอคือ ควรจะจัดทำวิดีโอที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับระดับความเข้าใจหรือความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ เช่น เพิ่งเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือพอรู้จักผลิตภัณฑ์มาบ้าง ขั้นต่อไปก็ควรให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น วิดีโอเปิดตัว นำเสนอภาพรวมของผลิตภัณฑ์ WunderBrow  วิดีโอต่อไปเริ่มแสดงจุดเด่นผลิตภัณฑ์  เช่น ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่กันน้ำหรือผลิตจากพืชที่รับประทานได้ ปลอดภัย

สำหรับผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับแบรนด์ แต่ยังไม่ได้ซื้อ วิดีโอถัดไปจะย้ำให้ผู้บริโภคทราบว่า ผู้ค้าเสนอการจัดส่งฟรีและนโยบายการคืนสินค้าที่ไม่มีคำถามวุ่นวายกวนใจ โดยรวมแล้วจะใช้เวลาถึง 15 วิดีโอเพื่อหาลูกค้าใหม่

วิดีโอของ KF Beauty กำลังเข้าถึงกลุ่มผู้ชมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากวิดีโอสามารถมีผู้ชมนับล้านวิว มีคนนับร้อยนับพันที่ชอบ และมีผู้ชมอีกกว่า 100 ถึง 10,000 คน แสดงความคิดเห็น ซึ่งความคิดเห็นเหล่านั้น ผู้ค้าควรจะตอบกลับให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นเชิงบวกหรือเชิงลบก็ตาม

ตัวอย่างความคิดเห็นเชิงลบ หากลูกค้าแสดงความเห็นว่า ฉันเกลียดสินค้าตัวนี้

      แทนที่จะลบความคิดเห็นนี้ เราจะตอบกลับไปว่า  “ทางเราเสียใจที่ได้ยินแบบนี้ แต่นโยบายของเราหากมีการคืนสินค้า เราจะไม่มีการสอบถาม และ มีรับประกันการคืนเงินภายใน 30 วัน สุดท้ายเราจะพยายามปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีที่สุด  การตอบกลับความคิดเห็นเชิงลบเหล่านี้ทำให้ร้านค้ามีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและทำให้สร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้าที่มีอยู่และผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าในอนาคต

KF Beauty มีพนักงานทั้งหมด 60 คน โดยมีพนักงานถึง 12 คนทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารและรับฟังความเห็นจากลูกค้า นั่นคือ 1 ใน 5 ของคนทั้งหมดในบริษัท แสดงถึงการให้ความสำคัญกับลูกค้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลูกค้าพอใจ ประทับใจ และนำไปสู่การสร้างรายได้ระยะยาวของบริษัทต่อไป

จากกลยุทธ์ของทาง KF Beauty จะเห็นว่ามีการใช้วิดีโอ อย่างชาญฉลาดบน โลก Social และเน้น customer centric ยึดความพอใจของลูกค้าเป็นหลัก ไม่ลบความเห็นเชิงลบ แถมตอบกลับแบบสวยๆ ได้ใจลูกค้าทั้งใหม่และเก่าแบบเนียนๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ยอดขายของบริษัทจะพุ่งและมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

Credit:https://www.digitalcommerce360.com/2017/03/13/wunderbrow-raises-profile-on-amazon-and-video-marketing-strategy/

Proto credit: https://50shadesofjadebeauty.wordpress.com/2016/02/22/my-wunderbrow-experience/

 

 

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

0 0 Continue Reading →

เทคนิคเพิ่มยอดขายด้วย Digital Marketing

Digital Marketing คืออะไร

หลายคนอาจสงสัยว่า Digital Marketing จะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร ซึ่ง Digital Marketing คือ การโปรโมทสินค้าและบริการ โดยใช้ช่องทาง Digital และ Social media เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงผ่านทาง Internet, Text Message, Banner Ads โดยผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย และตรงกลุ่มเป้าหมาย หลังจากนั้นเมื่อผู้เข้าชมสนใจในสินค้าก็จะเกิดการซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงได้รับการกระตุ้นจากแคมเปญหรือโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดการซื้อซ้ำ ดังรูป

ประโยชน์ของการทำ Digital Marketing

1.เพื่อเพิ่ม traffic ในการเข้าถึง website ของผู้บริโภค

2.เพื่อเพิ่มการยอมรับจากผู้บริโภค

3. เพื่อปรับปรุง ranking ของ SEO

4. เพื่อเพิ่มยอดขาย

Digital Marketing มีอะไรบ้าง ทำอย่างไร

ในส่วนนี้เราจะมาพูดถึงส่วนประกอบในการทำ Digital Marketing ซึ่งมีหลายวิธีมาก ที่ผู้อ่านสามารถเลือกเพื่อนำไปใช้ให้เหมาะสมกับการทำเว็บไซต์ของตนเอง ว่าวิธีไหนจะเหมาะสมและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งเรามาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง แล้วแต่ละวิธีเป็นอย่างไร

1.Website Design

การออกแบบ UX/UI เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวกต่อการใช้งาน

2.Search Engine Optimization (SEO)

การปรับแต่ง website เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา ให้ website ที่ต้องการติดหน้าแรกของ search engine เช่น Google, Yahoo, Bing เป็นต้น  เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา

องค์ประกอบของ SEO

Content : เนื้อหาใหม่มีความแตกต่างจากที่อื่น และมีความน่าสนใจ

Link : มีการ Link จาก website อื่นๆ อ้างอิงมายัง website ที่ทำ SEO

Design : การออกแบบ website ให้น่าสนใจ

3.Pay Per Click (PPC)

การทำโฆษณา website บน search engine โดยคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนครั้งที่ผู้เข้าชมคลิกผ่านโฆษณานั้นๆ

4.Social Media Marketing (SMM)

การทำโฆษณาผ่านช่องทาง Social Media เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค และส่งผลให้การทำ SEO ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยต้องคำนึงถึง

  • ใครคือกลุ่มเป้าหมายและเค้าสนใจอะไร
  • วัตถุประสงค์ที่จะทำแคมเปญผ่าน social media
  • กลยุทธ์ที่แตกต่าง
  • เทคโนโลยีหรือ channel ที่จะใช้

5.Email Marketing

                การทำโฆษณาผ่านทาง email โดยช่องทางนี้ จะต้องมี email ของกลุ่มเป้าหมายก่อน ซึ่งอาจจะเป็นลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิกแล้ว หรือเป็นผู้ชมที่ subscribe เข้ามา

6.Retargeting

การทำโฆษณาโดยการส่งย้ำโฆษณาของบริการ/สินค้า ไปให้แก่ลูกค้าที่เคยเข้ามาดูบริการ/สินค้านั้นๆ ผ่านทาง Banner Ads ของ website ต่างๆ

 


 

หากสนใจโซลูชัน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233

เขียนและเรียบเรียงโดย

กมลเนตร   วงศ์ปราโมทย์

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

M-Commerce กำลังมา แนวโน้มคนช้อปปิ้งผ่านมือถือเพิ่มขึ้น

ข้อมูลสถิติชี้ แนวโน้มการช้อปปิ้งผ่านมือถือเพิ่มมากขึ้น

E-commerce นิยมใช้ในการซื้อของออนไลน์และเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เมื่อมีการช้อปปิ้งด้วยมือถือเข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตและ M-commerce เป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะมีความสะดวกสบาย ง่ายในการช้อปปิ้ง สามารถเปรียบเทียบ E-commerce กับ M-commerce ได้ดังนี้

– M-commerce คือ การช้อปปิ้งผ่านอุปกรณ์มือถือ (สมาร์ทโฟน)

– E-commerce คือ การช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์

 

สำหรับการเติบโตของ Mcommerce มีรายละเอียดและสถิติช้อปปิ้งบนมือถือดังนี้

 

Mobile Commerce ข้อดีและข้อเสีย

M-commerce กลายเป็นช่องทางสำคัญสำหรับการช้อปปิ้งและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค แต่ก็มีปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดความผิดพลาดคือ ประสบการณ์การช้อปปิ้งบนมือถือที่ไม่ดี ได้รับสินค้าที่ไม่ตรงใจผู้ซื้อ ทำให้เกิดความผิดหวังและไม่อยากซื้ออีก

ในไตรมาสที่สองของปี 2015 ผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาใช้เวลาซื้อสินค้าบนโทรศัพท์มือถือ 59% และบนเดสก์ท็อป 41%  แต่มีเพียง 15% ที่ได้รับเงินผ่านมือถือและ 85% ที่ได้รับเงิน โดยการจ่ายผ่านคอมพิวเตอร์ หลายปัจจัยที่ผู้บริโภคพบเจอจากการช้อปปิ้งบนมือถือคือ หน้าจอมีขนาดเล็กทำให้อ่านรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ยาก รวมถึงข้อมูลการชำระเงินด้วย

ความเร็วยังเป็นปัญหาของผู้ใช้มือถือ

คือผู้ซื้อมักซื้อสินค้าในระหว่างการเดินทาง ซึ่งให้ความสะดวกสบาย แต่การบริการของจุด  Wi-Fi และการเชื่อมต่อ LTE ยังมีน้อย และผู้บริโภคยังรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อป้อนข้อมูลการชำระเงินบนโทรศัพท์ เมื่อเทียบกับคอมพิวเตอร์ แต่บริษัทฯ จะเริ่มแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยปรับปรุงปัญหาต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ไม่เพียงแต่ช้อปปิ้งบนมือถือได้เท่านั้น  แต่รวมถึงการเล่นเกม, วิดีโอบนมือถือ และอื่นๆ ได้อีกด้วย

M-Commerce ได้แย่งส่วนการตลาดของ E-commerce BII

ส่วนแบ่งทางการตลาดของ M-Commerce ที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา กลายเป็นส่วนที่มีขนาดใหญ่ของยอดค้าปลีกรวมของสหรัฐ ในปี 2014  M-commerce เพิ่มขึ้นถึง 11.6% ของยอด 303 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อรวมกับ E-commerce ตามข้อมูลจากสำนักสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐและ comScore BI คาดการณ์ว่า M-commerce จะเพิ่มขึ้นถึง 284  พันล้านดอลลาร์หรือ 45% ของตลาดรวม E-commerce สหรัฐในปี 2020

 

ที่มา:http://www.businessinsider.com/mobile-commerce-shopping-trends-stats-2016-10

หากสนใจที่จะเพิ่มยอดขายให้กับ E-Commerce  สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

Mixpanel เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลขั้นเทพ ดีต่อใจ ช่วยพัฒนาธุรกิจไปได้ไกลถึงดวงดาว



ข้อมูลผู้ใช้งานนี่เป็นอะไรที่มีค่ามหาศาลเลยนะครับ เพราะแค่เราทราบถึงพฤติกรรม ความชอบ หรือสิ่งที่สนใจต่างๆ เหล่านี้ ก็สามารถทำให้เราผลิตแอพพลิเคชันหรือโปรแกรมเจ๋งๆ ที่ตรงใจผู้ใช้งานออกมาได้แล้ว ทำให้เรามองเห็นข้อบกพร่องที่มี และแก้ไขมันได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ไม่ต้องไปงมเข็มในมหาสมุทรอีกต่อไป

ทำความรู้จักสุดยอดเครื่องมือเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลแห่งยุคอนาคต Mixpanel

วันนี้เราจะมาแนะนำเครื่องมือที่จะช่วยวิเคราะห์เว็บไซต์หรือโปรแกรมของเราให้มีประสิทธิภาพ ดึงข้อมูลของผู้ใช้งานทั้งหมดออกมาได้ ชื่อของมันก็คือ Mixpanel นั่นเอง ซึ่งเจ้าเครื่องมือตัวนี้มันสุดยอดมากจนสตาร์ทอัพที่เติบโตไวที่สุดในโลกถึงกับออกปากแนะนำให้เจ้าของธุรกิจหรือนักพัฒนาทุกคนลองไปศึกษากันดู เพราะมันเป็นตัวเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่ฉลาดมาก สามารถเก็บข้อมูลได้จนถึงระดับ User ต่อ User เลยทีเดียว ซึ่งหน้าตาของ Mixpanel นี่ต้องบอกเลยว่าดีงามสุดๆ เพราะมันใช้งานง่ายมากครับ แค่เห็นรูปก็เข้าใจได้ว่าส่วนไหนคืออะไร ทำให้สามารถเริ่มงานได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งพาคู่มือแม้แต่น้อย

5 จุดเด่นของ Mixpanel ที่จะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะ

นอกจากหน้าตาที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งานแล้ว Mixpanel ยังมีจุดเด่นที่จะช่วยให้การพัฒนาต่าง ๆ ดีขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์เว็บไซต์และโปรแกรมดีๆ ขึ้นได้ ภายใต้ 5 จุดเด่นเหล่านี้นี่แหละ

1. ติดตามพฤติกรรมผู้ใช้งาน – จะแบบกลุ่มหรือแบบทีละคน Mixpanel เค้าก็ทำให้ได้หมด สามารถดูได้ว่าใครใช้บริการเราในรูปแบบไหน ใช้จ่ายเท่าไหร่ ใช้งานบนแพลตฟอร์มอะไรเป็นหลัก บอกเราหมดแบบไม่มีกั๊กเลย

2. ส่องความสนใจของผู้ใช้งาน – การเพิ่มยอดขายหรือทำฟีเจอร์อะไรใหม่ๆ เราต้องรู้ถึงความชอบของลูกค้าเสียก่อน ว่าคนส่วนใหญ่เค้าชอบอะไร ซึ่ง Mixpanel สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ สามารถดูได้ว่า คนที่ไหนสนใจเรื่องอะไร และแต่ละคนมีการซื้อสินค้าแบบไหน ต่างกันยังไง

3. เช็คผู้ใช้งานระหว่างทาง – Mixpanel จะทำให้เรารู้ได้ว่ากว่าจะมาถึงช่องทางการจ่ายเงิน ผู้ใช้งานแต่ละคนผ่านอะไรมาบ้าง มีคนตกหล่นระหว่างทางมากแค่ไหน และอะไรทำให้เค้าเดินทางมาไม่ถึงขั้นตอนนี้ เราจะรู้ได้เลยว่าเราควรเปลี่ยนแผนหรือเดินต่อไปตามเดิม

4. ดูว่ามียอดผู้ใช้งานเท่าไหร่ – อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ Mixpanel ช่วยให้เรารู้ว่าคนใช้งานแอพพลิเคชันหรือเว็บไซต์เรามากน้อยเท่าไหร่ เค้าโหลดไว้แล้วได้ใช้บ้างรึเปล่า ใช้งานบ่อยแค่ไหน ก็ช่วยให้เรารู้ได้ว่าทิศทางของธุรกิจจะเป็นยังไงต่อไป

5. แจ้งเตือนตามความนิยม – และสุดท้าย Mixpanel จะช่วยแจ้งเตือนตามความนิยมของผู้ใช้งานได้ โดยมันจะส่งแจ้งเตือนเข้าไปให้ผู้ใช้งานก่อนอัตโนมัติ เพื่อให้เค้านึกถึงเราและจดจำเราได้ ซึ่งถ้าเค้าไม่อยากให้เตือนก็สามารถตั้งค่าปิดได้เช่นกัน

 

ด้วยฟีเจอร์ทั้งหมดนี้นี่แหละครับที่ผลักดันให้ Mixpanel กลายเป็นสุดยอดเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นเทพที่จะช่วยให้บริษัท เว็บไซต์ หรือแม้แต่แอพพลิเคชันของคุณพัฒนาไปได้ไกลจนยากที่จะมีใครตามทัน ลองใช้งาน Mixpanel ได้ที่นี่ 

สนใจติดต่อสอบถามโซลูชันได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233

 

0 0 Continue Reading →

เพิ่มยอดขายในเว็บไซต์ E-Commerce ด้วยการทำ Personalization (Part II)

เพิ่มยอดขายในเว็บไซต์ E-Commerce ด้วยการทำ Personalization (Part II)

 

ในบทความก่อนหน้านี้ได้พูดถึงการเพิ่มยอดขายสำหรับเว็บไซต์ E-commerce ด้วยการทำ Personalization ไปบางส่วนแล้ว ในบทความนี้ผมจะขอเพิ่มเติมกลยุทธ์อื่นๆ ที่จะทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จ ได้แก่

1.Wish list

Wish list คือสิ่งที่คนเข้ามาดูในเว็บไซต์ปรารถนา การมี function Wish list ทำให้เรารู้ว่า ลูกค้าต้องการสินค้าชิ้นนั้นๆ แต่ราคาอาจจะยังไม่โดนใจหรือสินค้าหมด stock แล้วของยังไม่มา เมื่อเจ้าของเว็บไซต์รู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ก็จัดโปรโมชั่นที่ตรงกับความต้องการลูกค้า เช่น ราคาโดนๆ แล้วแจ้งไปทางอีเมลเพื่อจูงใจให้ลูกค้ากลับมาซื้อ หรืออาจจะจัดกิจกรรมแจกคะแนนสะสมหรือคูปอง โดยให้ลูกค้าแชร์ wish list ผ่านหน้า Facebook, Line หรือ Social Media อื่นๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการแชร์ ขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น

2.Subscribe Newsletters

ในเว็บไซต์ควรจะทำ Subscribe Newsletters ในหน้า Home page และควรทำเป็น pop up ขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้าเห็นได้ชัดเจน อาจจะใส่เนื้อหาโปรโมชั่น สินค้า หรือให้ส่วนลดคูปอง หรือ ให้ point เพื่อจูงใจให้ลูกค้า subscribe ให้ลูกค้าได้ติดตามข่าวสาร และโปรโมชั่นของร้านค้าผ่านทางอีเมล

3.Email

การส่งอีเมลไปหาลูกค้า ทำยังไงให้ลูกค้าเปิดอ่าน และกลับเข้ามาซื้อสินค้ากับทางเว็บไซต์อีก หากส่งมากเกินไปอาจจะทำให้ลูกค้ารำคาญ ได้ จะเมื่อใดถึงจะได้ผลดี

Abandon cart with coupon

กว่า 60% ของลูกค้าที่เข้ามาเว็บไซต์แล้วไม่ชำระสินค้า เนื่องจากลูกค้าบางส่วน ไม่มั่นใจในความปลอดภัยในการชำระเงินของเว็บไซต์หรือตกใจกับค่าขนส่ง หรือยอดรวมเงินที่ชำระในตระกร้าสูงเกินไป เมื่อเรารู้แบบนี้ อาจจะต้องใช้วิธีการส่ง Email Marketing เพื่อส่งโปรโมชั่นคูปองลดราคาสินค้า หรืออาจจะเป็นเสนอบริการชำระเงินค่าสินค้าปลายทาง ผ่านทาง Email ให้แก่ลูกค้า เพื่อให้กลับมาชำระเงิน

New Register with coupon

การที่จะให้ลูกค้าลงทะเบียนในเว็บไซต์ของเราเป็นเรื่องที่ยาก แต่เป็นไปได้ถ้าหากเรามีสิ่งจูงใจให้ ไม่ว่าจะเป็นคูปอง หรือให้คะแนนสะสมแก่คนที่มาลงทะเบียนเว็บไซต์ของเรา

Email Marketing

การทำ Email Marketing เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่มีประสิทธิภาพสูง  เข้าถึงกลุ่มลูกค้าจำนวนมากได้ง่าย แต่ต้องมีเนื้อหาที่โดนใจ มีความสมดุล ระหว่างเนื้อหาและโปรโมชั่น และอย่าลืมใส่ link กลับมาในเว็บไซต์ด้วยนะครับ ส่วนเครื่องมือที่ใช้ทำ แนะนำ Mail Chimp

 

4.Location

ค่าขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ในเว็บไซต์ควรจะมีการคำนวนค่าขนส่งแบบ Location Base และแสดงประเภทการจัดส่งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น  Express , Standard, Pick up at Store  ให้ลูกค้าเลือก ซึ่งบริการขนส่งหรือศูนย์กระจายสินค้ามีมากมายให้บริการ และสามารถเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ได้อย่างสบายๆ เช่น DHL , Kerry , UPS

 

หากสนใจที่จะเพิ่มยอดขายให้กับ E-Commerce  สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

เขียนโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 2 Continue Reading →