Skip to Content

Blog Archives

Stream-Insurance at Thailand Insurance CIO Forum 2018

เมื่อวันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน – วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ทางบริษัท สตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง จำกัด ได้ร่วมออกบูธในงาน Thailand Insurance CIO Forum 2018 ณ โรงแรม Royal Cliff Beach Hotel Pattaya จังหวัดชลบุรี จัดโดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย

โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้เป็นผู้บริหารระดับสูงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของบริษัทสมาชิกสมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิต สมาคมนายหน้าประกันภัย และคณะกรรมการชมรม IT ประกันภัย

งานนี้เน้นประเด็นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ดังนั้นสตรีมฯ จึงนำเสนอโซลูชั่นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทั้งด้าน data และด้าน account ได้แก่ Key Secure จาก Gemalto และ Privileged Account Security จาก CyberArk

นอกจากนี้ยังได้นำ Robotic Process Automation (RPA) ระบบเสมือนหุ่นยนต์อัตโนมัติมาช่วยแบ่งเบาภาระงานที่ต้องทำซ้ำๆ และ TaxOne ระบบจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ไปจนถึงการทำให้งานเอกสารทั้งระบบกลายเป็น paperless จึงลดต้นทุนและเวลาได้มาก เมื่อใช้โซลูชั่นเหล่านี้ ธุรกิจประกันจะสามารถทำงานได้คล่องตัวและสะดวกสบายยิ่งขึ้น บนพื้นฐานของความปลอดภัยที่ได้รับมาตรฐานสากล

การได้เข้าร่วมในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่ทางบริษัทสตรีมฯ ได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ ทั้งด้านธุรกิจและด้านเทคโนโลยีกับกลุ่มลูกค้าประกัน ทั้งท่านที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีและผู้สนใจ รวมถึงได้เล่นเกมแจกของรางวัลกันอย่างสนุกสนาน สตรีมฯ ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมชมบูธ หวังว่าท่านจะได้รับความประทับใจกลับไปค่ะ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้านะคะ

 

ภาพบรรยากาศจากงาน

พูดคุยแลกเปลี่ยนและเล่นเกมอย่างสนุกสนาน

หากท่านสนใจโซลูชั่นด้าน Digital IT หรือ Technology สามารถติดต่อเราได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 ค่ะ

0 0 Continue Reading →

จาก Start up สู่แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลก ดัง ปัง บน Amazon โดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบวิดีโอดึงลูกค้าใหม่

มาทำรู้จักกับเรื่องราวของ Start up ร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง ชื่อ KF Beauty ที่ทำสื่อผ่านทางช่องทางวีดีโอโซเชียลมีเดีย เพิ่มลูกค้ารายใหม่มากกว่าพันราย และได้ Feedback ที่สำคัญมากมายจากลูกค้า

Malinsky และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Jon Davidman  ได้สร้างแบรนด์ KF Beauty ในปี 2013 พร้อมกับผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม KeraFiber ในปี 2015 ทั้งคู่ได้ซื้อ WunderBrow ซึ่งเป็นเครื่องสำองค์แต่งคิ้ว ในปัจจุบัน ธุรกิจของทั้งคู่ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมความงามใน 27 ประเทศ มีสินค้า 21 sku และ เพิ่มยอดขายขึ้น 800% เมื่อเทียบเป็นรายปีในปี 2016 และสร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์เป็นหลายล้านดอลลาร์

ร้านค้าปลีกเครื่องสำอาง WunderBrow และ KF Beauty ถือว่า Amazon เป็นช่องทางการขาย ช่องทางที่ 3  ซึ่งประมาณ 75% ของยอดขายทั้งหมดมาจาก Amazon โดยตรง

Malinsky ceo ของ KF Beauty ได้กล่าวว่า เป้าหมายของการขายสินค้านั้น คือ การเพิ่มความผูกผันของผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ให้ตรงใจลูกค้า ซึ่งสามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าได้มากขึ้น และมีลูกค้าที่กลับมาซื้อสินค้ารวมทั้งแนะนำผลิตภัณฑ์ให้แก่คนรอบข้างเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 40%

ยอดขายส่วนใหญ่ของ KF Beauty มาจาก Amazon โดยตรง เนื่องจากเว็บไซต์ Amazon มีการซื้อขาย และบริการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า และทาง Amazon ยังมีการแจ้งเตือนระดับสต็อกสินค้า ก่อนที่จะหมด จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ของ KF Beauty ไม่เคยขึ้น Out of Stock บน Amazon

ในด้านกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ เดิมที KF Beauty ทำการตลาดผลิตภัณฑ์คิ้วให้กับผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้น ไปเนื่องจากพวกเธอมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาเรื่องผมร่วงหรือขนคิ้วบางขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม KF Beauty ตระหนักดีว่าผู้บริโภคอายุ 20 ปี ก็มีความสนใจในการแต่งคิ้ว ดังนั้นจึงเปลี่ยนกลยุทธ์นำ WunderBrow มาเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคช่วงอายุวัยรุ่นแทน

Malinsky  กล่าวว่า เรารู้ว่ามีผู้บริโภคที่อายุน้อยจำนวนมากที่มีศักยภาพ ถ้าเราหาทางเชื่อมต่อกับผู้บริโภคที่อายุน้อยกว่า และส่งข้อความที่ โดน ให้แก่ผู้บริโภค Malinsky  จึงเลือกใช้วิดีโอโซเชียล เช่น  Facebook เพื่อกระจายข่าวเกี่ยวกับแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคที่อายุน้อย

ในการทำวิดีโอผลิตภัณฑ์ จะไม่เหมือนโฆษณาแบบสมัยก่อน แต่จะใช้ Blogger และ Youtube หรือ นำดารา เน็ตไอดอลที่มีอิทธิพลบน Social นำเสนอเคล็ดลับในการใช้งานผลิตภัณฑ์ WunderBrow ให้แก่ผู้บริโภค

กลยุทธ์ในการทำวิดีโอคือ ควรจะจัดทำวิดีโอที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับระดับความเข้าใจหรือความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ เช่น เพิ่งเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือพอรู้จักผลิตภัณฑ์มาบ้าง ขั้นต่อไปก็ควรให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น วิดีโอเปิดตัว นำเสนอภาพรวมของผลิตภัณฑ์ WunderBrow  วิดีโอต่อไปเริ่มแสดงจุดเด่นผลิตภัณฑ์  เช่น ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่กันน้ำหรือผลิตจากพืชที่รับประทานได้ ปลอดภัย

สำหรับผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับแบรนด์ แต่ยังไม่ได้ซื้อ วิดีโอถัดไปจะย้ำให้ผู้บริโภคทราบว่า ผู้ค้าเสนอการจัดส่งฟรีและนโยบายการคืนสินค้าที่ไม่มีคำถามวุ่นวายกวนใจ โดยรวมแล้วจะใช้เวลาถึง 15 วิดีโอเพื่อหาลูกค้าใหม่

วิดีโอของ KF Beauty กำลังเข้าถึงกลุ่มผู้ชมเป็นจำนวนมาก เนื่องจากวิดีโอสามารถมีผู้ชมนับล้านวิว มีคนนับร้อยนับพันที่ชอบ และมีผู้ชมอีกกว่า 100 ถึง 10,000 คน แสดงความคิดเห็น ซึ่งความคิดเห็นเหล่านั้น ผู้ค้าควรจะตอบกลับให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นเชิงบวกหรือเชิงลบก็ตาม

ตัวอย่างความคิดเห็นเชิงลบ หากลูกค้าแสดงความเห็นว่า ฉันเกลียดสินค้าตัวนี้

      แทนที่จะลบความคิดเห็นนี้ เราจะตอบกลับไปว่า  “ทางเราเสียใจที่ได้ยินแบบนี้ แต่นโยบายของเราหากมีการคืนสินค้า เราจะไม่มีการสอบถาม และ มีรับประกันการคืนเงินภายใน 30 วัน สุดท้ายเราจะพยายามปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีที่สุด  การตอบกลับความคิดเห็นเชิงลบเหล่านี้ทำให้ร้านค้ามีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและทำให้สร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้าที่มีอยู่และผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าในอนาคต

KF Beauty มีพนักงานทั้งหมด 60 คน โดยมีพนักงานถึง 12 คนทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารและรับฟังความเห็นจากลูกค้า นั่นคือ 1 ใน 5 ของคนทั้งหมดในบริษัท แสดงถึงการให้ความสำคัญกับลูกค้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลูกค้าพอใจ ประทับใจ และนำไปสู่การสร้างรายได้ระยะยาวของบริษัทต่อไป

จากกลยุทธ์ของทาง KF Beauty จะเห็นว่ามีการใช้วิดีโอ อย่างชาญฉลาดบน โลก Social และเน้น customer centric ยึดความพอใจของลูกค้าเป็นหลัก ไม่ลบความเห็นเชิงลบ แถมตอบกลับแบบสวยๆ ได้ใจลูกค้าทั้งใหม่และเก่าแบบเนียนๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ยอดขายของบริษัทจะพุ่งและมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

Credit:https://www.digitalcommerce360.com/2017/03/13/wunderbrow-raises-profile-on-amazon-and-video-marketing-strategy/

Proto credit: https://50shadesofjadebeauty.wordpress.com/2016/02/22/my-wunderbrow-experience/

 

 

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

0 0 Continue Reading →

“ แจ็คหม่า” เอาจริง จีนควรจัดการขั้นรุนแรง กับผู้ที่ขายสินค้าปลอมออนไลน์ บน Alibaba

“ แจ็คหม่า” เอาจริง จีนควรจัดการขั้นรุนแรง กับผู้ที่ขายสินค้าปลอมออนไลน์ บน Alibaba

แจ็คหม่า ต้องการให้ฝ่ายนิติบัญญัติชั้นนำของประเทศจีน ให้มาจัดการขั้นรุนแรงกับสินค้าปลอม โดยสินค้าปลอมเหล่านี้ มีการแอบอ้างว่าเป็นสินค้าเดียวกันกับแบรนด์ระดับโลก นำมาแอบอ้างลดราคาในเว็บไซต์ออนไลน์

 

อาลีบาบา กรุ๊ปโฮลดิ้ง จำกัด เป็นประธานยื่นอุทธรณ์ไปยังสภาประชาชนแห่งชาติ ของการประชุมในกรุงปักกิ่ง เพื่อลงโทษอย่างรุนแรงในการขายสินค้าปลอมแปลง ในจดหมายเปิดผนึก ในเว็บไซต์ของ Weibo ในประเทศจีน

แจ็คหม่า กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายในการค้าขายออนไลน์ในปัจจุบันนั้นหละหลวมเกินไป ควรมีการเพิ่มโทษจำคุกสูงสุด และการลงโทษอื่นๆ ที่จะยับยั้งให้เห็นการเอาผิดทางกฎหมายในการ ซื้อ – ขายสินค้าออนไลน์ให้มากขึ้น และขอร้องให้ประชาชนที่กระทำผิดนั้นเลิกกระทำความผิด โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่องในต่างประเทศ เว็บอาลีบาบาได้ถูกกล่าวว่าเป็น “Notorious markets” โดยสหรัฐฯ ในปีที่แล้ว โดยซึ่ง Notorius market เป็นที่รวมรายชื่อเว็บไซต์ที่ขายของละเมิดลิขสิทธิ มี Pirate Bay และ flea markets รวมอยู่ด้วย

แจ็คหม่า เขียนบทความไว้ในหนังสือของเขาว่า :

“We need to fight counterfeits the same way we fight drunk driving,” Ma wrote in his letter. “No one company can do it alone. The existing laws are lagging, failing to impose actual threats on the behavior of counterfeiters and leave far too much room for cheating.”

“เราจำเป็นต้องต่อสู้กับของปลอมเช่นเดียวกับที่เราต่อสู้กับการขับรถเมา” และ “ไม่มีใครสามารถทำได้คนเดียว กฎหมายที่มีอยู่ล้าหลัง ไม่สามารถกำหนดโทษแก่ผู้ปลอมแปลง และหละหลวมเกินไปจึงมีช่องโหว่สำหรับการโกง”

สิ่งที่สำคัญคือความไว้วางใจของแบรนด์สินค้าจากต่างประเทศเป็นกุญแจสำคัญ ในการตระหนักถึงความทะเยอทะยานของการขยายตัวทั่วโลก แต่อาลีบาบายังคงรักษา และปิดข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความไม่เต็มใจหรือไม่สามารถที่จะกำจัดของปลอมของตน เรื่องของคดียื่นในปี 2015 โดย Kering SA. บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนที่ทำอีคอมเมิร์ท ได้ตอบโต้ด้วยการบอกว่า จะทำทุกอย่างที่สามารถที่เอาผิดกับของปลอมและเอารายชื่อผลิตภัณฑ์ 380,000,000 รายชื่อสินค้าที่มีการปลอมแปลงออก และปิดร้านค้ามากกว่า 180,000 ร้าน บนเว็บไซต์ Taobao

 

credit:https://www.digitalcommerce360.com/2017/03/13/wunderbrow-raises-profile-on-amazon-and-video-marketing-strategy/

http://www.squeezu.com/business/

หากสนใจที่จะเพิ่มยอดขายให้กับ E-Commerce  สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

Digital Healthcare เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกทางการแพทย์

เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในหลายๆ ด้าน รวมถึงในทางการแพทย์ที่มี Digital Healthcare เกิดขึ้น เป็นตัวกลางให้ข้อมูลของแพทย์และผู้ป่วยเชื่อมถึงกันได้มากยิ่งขึ้น

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเพิ่มทุน 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในบริษัท Digital Healthcare แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโปรแกรมสำหรับคนไข้ที่ต้องการหาหมอและเปรียบเทียบราคาการให้บริการทางการแพทย์ทั่วประเทศ

โดยบริษัท Digital Healthcare แห่งนี้ มีชื่อว่า Amino Inc ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2015 ที่เมือง San Francisco มีผู้สนใจร่วมทุนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มทุน Highland Capital Management รวมทั้ง Accel , Aspect Ventures, Charles River Ventures, Northwestern Mutual Future Ventures และ Pilot Wall Group. ล่าสุดมูลค่าการลงทุนสูงถึง 44.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

บริษัท Amino ได้นำเทคโนโลยีมาสร้างระบบค้นหา โดยในระบบมีข้อมูลประกันสุขภาพมากกว่า 9 ล้านข้อมูลซึ่งเก็บมาจากการเคลมประกัน และในข้อมูลนั้นมีคนไข้ถึง 222 ล้านคน ด้วยระบบค้นหาที่ผ่านเว็บไซต์ ผู้ใช้จึงสามารถเข้าถึงได้ด้วยมือถือและคอมพิวเตอร์ สามารถค้นหาแพทย์และเปรียบเทียบราคาการให้บริการทางการแพทย์ในบริเวณใกล้เคียง

เดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา Amino ได้อัพเดทข้อมูลให้แก่ผู้ใช้ ซึ่งสามารถค้นหาการให้บริการทางการแพทย์ 49 ประเภท และสามารถเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายการให้บริการระหว่างรัฐได้ รวมถึงประมาณการค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายตามประสบการณ์ของแพทย์โดยดูจากประกันที่ผู้ใช้มีอยู่ ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลของแพทย์ 550,00 คน และ 129 บริษัทประกัน โดยผ่านการให้บริการที่ชื่อว่า  “Find a doctor service”

มาดูการทำงานแบบคร่าวๆ กันครับ

เริ่มจากผู้เข้าชม ต้องการหาบริการทางการแพทย์ หรือ ต้องการประมาณการค่าใช้จ่ายของบริการทางการแพทย์ โดยพิมพ์ key word ที่ต้องการค้นหา

 

สมมติว่า ต้องการฝากครรภ์หรือทำคลอด เพียงแค่ search และ กรอกเงื่อนไข เช่น อายุ เพศ สถานที่ต้องการ

 

จากนั้นระบบจะทำการค้นหาข้อมูล แพทย์ ตามบริเวณที่เราได้เลือกเงื่อนไขไว้

 

จากนั้นระบบจะแสดงข้อมูลจำนวนแพทย์ ตามแต่ละพื้นที่ จากเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้

 

ผู้ใช้สามารถเลือกดูข้อมูลแพทย์แบบละเอียดได้ และสามารถนัดแพทย์ได้เลย นอกจากนี้ยังสามารถดูรีวิวและดูค่าใช้จ่ายของแพทย์แต่ละคนที่ได้เลือกไว้

 

หรือจะทำการประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับการให้บริการทางการแพทย์ได้ด้วย เช่น การ x-ray แขน

 

ระบบจะค้นหาและแสดงค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุมตามพื้นที่ที่ต้องการอีกด้วย

 

Credit: https://www.digitalcommerce360.com/2017/04/10/676759/

 

หากสนใจ IT Solution สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

 

 

 

0 0 Continue Reading →

เพิ่มยอดขายในเว็บไซต์ E-Commerce ด้วยการทำ Personalization

เพิ่มยอดขายในเว็บไซต์ E-Commerce ด้วยการทำ Personalization

หากทำธุรกิจเว็บไซต์ E-Commerce ในปัจจุบัน โดยที่มีแต่การแสดงสินค้า แล้วรอให้ลูกค้ามาซื้อนั้น คงไม่พออีกต่อไป

เมื่อลองมองดูธุรกิจอื่นๆ รอบตัว ยกตัวอย่างเช่น ร้านโชห่วย หลายคนอาจจะมีคำถามผุดขึ้นมาว่า ในยุคนี้ที่ modern trade ที่เรารู้จักกันดีอย่าง 7-11 หรือ Lotus Express นั้นขึ้นทั่วเมืองเป็นดอกเห็น ทำไมร้านโชห่วยบางร้าน ถึงยังสามารถยืนหยัดอยู่ในสนามแข่งขันที่ดุเดือดนี้ได้ ทั้งๆ ที่ราคาสินค้าเท่ากันหรืออาจจะแพงกว่าด้วยซ้ำ หนึ่งในเหตุผลที่สำคัญคือ ร้านเหล่านั้นเห็นลูกค้าเป็นคนสำคัญ  จดจำรายละเอียดของลูกค้าแต่ละคนได้ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อลูกค้า สินค้าที่ลูกค้าซื้อบ่อยๆได้ การทักทายและเป็นกันเอง” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้บน Website E-Commerce ได้ด้วยเช่นกัน โดยผมจะขอยกตัวอย่าง วิธีการทำให้เว็บไซต์ E-commerce เป็น Personalization มากขึ้น เพื่อเพิ่มยอดขายและทำกำไรให้ธุรกิจ

 

1.ต้อนรับลูกค้าเมื่อเข้ามาในเว็บไซต์

เว็บไซต์ก็เปรียบเสมือนกับร้านขายของ ซึ่งเมื่อมีลูกค้าเข้ามาในร้าน ก็ควรจะมีการทักทายอย่างคำสวัสดีหรือคำต้อนรับลูกค้า โดยสามารถใช้  Live chat ตั้ง auto message เพื่อ say hello กับลูกค้าไม่เกิน 10 วินาที หลังจากที่ลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์ โดยปกติเมื่อลูกค้าเห็นข้อความจะเข้ามาสอบถาม ข้อมูลสินค้าที่อยากได้ จากนั้น ผู้ที่ดูแลเว็บไซต์ก็เริ่มสนทนากับลูกค้าเพื่อช่วยเหลือลูกค้าและแนะนำสินค้าได้เลย ซึ่งการพูดคุยนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจและสร้างความรู้สึกเป็นกันเอง นำมาซึ่งโอกาสในการซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น

Hint : live chat ในปัจจุบัน คนที่เป็น admin สามารถเห็นได้ว่าลูกค้าอยู่ location อะไร และขณะนั้นกำลังดูหน้า page ไหนอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ admin สามารถแนะนำสินค้า upsell หรือ cross sell ให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง

 

2.เสนอโปรโมชั่นในโอกาสพิเศษ

โดยทั่วไปแล้ว คนเราจะรู้สึกดีถ้ามีใครจำวันเกิดหรือวันพิเศษต่างๆ ของเราได้ ซึ่งเราสามารถนำหลักการเดียวกันนี้มาใช้กับเว็บไซต์ E-commerce ได้

เราสามารถสร้างโอกาสพิเศษได้หลายๆ อย่างบนเว็บไซต์ E-commerce ไม่ว่าจะเป็น วันเกิดของลูกค้า, วันครบรอบ 1 ปีในการเป็นลูกค้า (นับจากวันที่ลูกค้าลงทะเบียน)  , สงกรานต์ , วันขึ้นปีใหม่ , วันหยุดเทศกาลต่างๆ นานา  โอกาสพิเศษเหล่านี้ สามารถส่งข้อความอวยพร พร้อมโปรโมชั่น อย่างเช่น คูปองลดราคา หรือ แจกคะแนนสะสมพิเศษ ให้กับลูกค้า ผ่านทาง Email หรือ SMS สร้างความรู้สึกของการเป็นคนสำคัญ เป็นคนพิเศษ ตลอดจนความรู้สึกในด้านบวกอื่นๆ ทำให้มีโอกาสที่ลูกค้ารู้สึกดีแล้วจะกลับมาซื้อของบนเว็บไซต์เราอีกครั้ง และเป็นการเพิ่ม Loyalty อีกด้วย

 

3.แนะนำผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ

ถ้าลูกค้าเปิดมาหน้าแรกแล้วเห็นสินค้าที่โดนใจ หรือใกล้เคียงสินค้าที่ตั้งใจจะซื้อโดนทันที โดยไม่ต้องรอสอบถาม admin จะทำให้ลูกค้ามีโอกาสตัดสินใจซื้อสินค้าได้รวดเร็วขึ้นและรู้สึกว่าเว็บไซต์นี้โดนใจ ดังนั้น สิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ควรจะทำคือ วิเคราะห์สินค้าที่ลูกค้าซื้อบ่อยๆ หรือซื้อล่าสุด แล้วหา “Upsell” หรือ “Relate Product” หรือ สินค้าที่มี “Tag” เหมือนกัน มาแสดงบนหน้าแรก เพียงเท่านี้ก็เว็บไซต์ของเราก็จะดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจซื้อสินค้าได้มากขึ้น

 

4.จัดกลุ่มลูกค้า

ลูกค้าคนไหนเป็นลูกค้าชั้นดี ซื้อสินค้าในเว็บไซต์เราเป็นประจำ นอกจากจะให้โปรโมชั่นแล้ว นอกเหนือไปจากนั้นควรจะจัดกลุ่มตาม Segment ของลูกค้าแต่ละคน โดยการทำ Segment นั้น อาจจะตั้ง กลุ่มลูกค้าเป็น Platinum, Premium, Vip , Gold , Sliver ซี่งแต่ละกลุ่ม แต่ละ Segment ลูกค้าจะเห็นราคาสินค้าพิเศษที่แตกต่างกันไป หรือ เห็นสินค้าเฉพาะกลุ่มของลูกค้า (Private Sale) เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น และจะเพิ่มโอกาสในการซื้อนั่นเอง


 

นี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนในการทำให้เว็บไซต์ E-Commerce เป็น Personalization เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการขาย และเพิ่มยอดขายมากยิ่งขึ้น

ติดตามบทความต่อไป

 

หากสนใจที่จะเพิ่มยอดขายให้กับ E-Commerce  สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

เขียนโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 1 Continue Reading →

ทำ A/B Testing ด้วย Google Content Experiments

เวลาเราสร้าง page ของ website ขึ้นมา มีหลากหลาย design หรือ หลากหลาย content เราจะวัดผลได้ยังไงว่าแบบ ไหนดีกว่ากัน จะใช้ตัววัดอะไรดี Pageviews ?  Bounces Rate ? Session Duration ? ในบทความนี้เราจะลองลงมือทำ A/B Testing  แบบง่ายๆ ด้วย

Google Content Experiments ซึ่ง ฟรี  ไม่เสียเงิน มาเริ่มกันเลยครับ

ก่อนที่จะทำ A/B Testing นั้น ต้องทำสิ่งเหล่านี้ก่อน

1.สมัคร Google Analytics  ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

2.นำ code Google Analytics ไปวางบน page website

มาเริ่มกันเลย

  1. Sing in เข้าไปที่ Google Analytics > https://analytics.google.com/analytics/web/
  2. จากนั้นไป search คำว่า “Experiments” ทางด้านบนซ้าย

3.กดปุ่ม Create Experiment เพื่อเริ่มทำ A/B Testing กัน

4.ในตัวอย่างนี้ผมจะ Test จำนวนผู้เข้าชมระหว่าง blog A กับ blog B ซึ่งมี Design ต่างกันและเนื้อหาต่างกัน

ใน step 1 ให้ใส่เรียงตามนี้

  • ชื่อของวัตถุประสงค์ที่เราจะ test
  • วัตถุประสงค์ของการเทส ครั้งนี้ ซึ่งจะมีค่าเริ่มต้นให้ 3 ค่า
    • Pageviews – จำนวนผู้ที่เยี่ยมชม
    • Bounces เป็นอัตราของผู้เยี่ยมชมที่เข้ามายังหน้าเว็บของเราโดยที่ไม่ได้คลิ๊กต่อไปที่ไหนเลย
    • Session Duration – เวลาที่ผู้เยี่ยมชม อยู่ในหน้า page นั้นๆ
  • กำหนดค่า traffic ไปที่ 100%

จากนั้นกดปุ่ม save

Step 2

ให้ใส่ URL หน้า page ที่เราต้องการเทส โดยที่หน้าหลัก จะเป็น Original Page ส่วนหน้าที่เป็นตัวแปร ให้ใส่ที่ Variant1 และหากต้องการเปรียบเทียบหน้าอื่นๆ กับ Original Page ก็สามารถเพิ่มได้

Step 3

กดปุ่ม Manually insert the code และนำ copy code ไปวางไว้ที่ข้างล่าง tag header บน html page ที่เป็น original page

เอาไปวางไว้ตรงข้างล่าง html

Step 4

ถ้านำ code ไปติดเรียบร้อยแล้ว จะผ่านดังรูป แต่หากยังมี error แสดงว่า ติด code ผิด หรือยังไม่มี code Google Analytics ติดไว้

กดปุ่ม Save เป็นอันจบพิธีการ set A/B test  แบบง่ายๆ

 

อันนี้เป็นตัวอย่างผลการ test ที่ run มาได้ประมาณ เกือบ 2 เดือนครับ


A/B Testing คืออะไร ดูได้จากบทความนี้เลยครับ

 

ยังไงก็ลองดูกันนะครับ  สุดท้าย Google Experiment สามารถทำท่ายากได้อีกหลายท่า แต่อาจจะต้องมีความรู้ทางด้าน coding เพื่อเพิ่มความซับซ้อนของการเทส

เขียนโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

 

0 0 Continue Reading →

ทำความรู้จัก A/B Testing

A/B Testing คืออะไร

A/B Testing เป็นวิธีการเปรียบเทียบการออกแบบของ Web page ที่ออกแบบมาแตกต่างกัน เพื่อดูว่าแบบไหนมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน โดยที่พิจารณาจาก conversion rate ซึ่งเว็บไซต์แต่ละประเภทจะมี conversion rate ที่แตกต่างกัน เช่น

1.E-Commerce Website อาจจะวัดจาก ผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่ซื้อสินค้ากับผู้เข้าชมเว็บไซต์เฉยๆ

2.Saas web app อาจจะวัดจากผู้เข้าใช้ application ที่ลงทะเบียนใช้ trail version และเปลี่ยนมาเป็นจ่ายเงิน (paid version)

3.ข่าวหรือ media เว็บไซต์ อาจจะวัดจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่คลิกโฆษณหรือกด subscriptions  กับผู้เข้าชมเว็บไซต์เฉยๆ

 

ทุกธุรกิจบนเว็บไซต์ต้องการที่จะเปลี่ยนจาก ผู้เข้าชมเว็บไซต์มาเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือการกระทำแบบอื่นๆ ที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องการ เรียกว่า Conversion rate ซึ่งสิ่งนี้เป็นตัววัดประสิทธิภาพของตัวแปร A, B ว่าแบบไหนที่เราออกแบบแล้วมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน

แล้วเราจะ test ส่วนไหนของ website ได้บ้าง

ทุกองค์ประกอบของเว็บไซต์สามารถทำ A/B Test ได้ ได้แก่
1.Headlines
2.Sub headlines
3.Paragraph
4.Testimonials
5.Text Link
6.Action Button
7.Links
8.Images
9.Content
10.Social proof
11.Media mentions
12.Awards และ badges

ขั้นตอนการทำ A/B Testing
1.ศึกษาข้อมูลเว็บไซต์ โดยใช้ Google Analytics เพื่อหาปัญหา เช่น หน้า page ที่มี bounce rate สูงๆ คนที่เข้ามาเว็บไซต์หน้าไหนแล้ว ออกจากเว็บไปโดยไม่ดูหน้าอื่นต่อ เช่น ถ้าคนเข้ามาดูหน้า home page แล้ว ไม่มีคลิกไปที่อื่นต่อ หรือไม่คลิกที่รูปภาพไหนเลย แสดงว่า ควรจะทำ A/B test ที่หน้า home page ก่อน เพราะ bounce rate สูง

2.ตั้งสมมติฐาน ควรจะตั้งสมมติฐานที่ทำให้เพื่ม conversion rate เช่น รูปโปรโมชั่น ควรทำให้มีเนื้อหาดึงดูใจผู้ที่เข้ามาชม หรือ ปุ่มซื้อสินค้าเล็กเกินไป ไม่เด่นทำให้ผู้เข้าชมเว็บไม่เป็นที่สังเกตุ

3.ทดสอบสมมติฐาน โดยการสร้างตัวแปรที่สอดคล้องกับสมมติฐานจากข้อ 2 โดยเทียบกับ web page ปัจจุบัน เช่น ตัวแปร A เป็น web page ปัจจุบันที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และตัวแปร B เป็น web page ที่มีรูปโปรโมชั่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีเนื้อหาดึงดูดให้เข้ามาคลิก

4.ดูผลลัพธ์จากการสร้างตัวแปร AB test วิเคราะห์ผลลัพธ์จากข้อ 3 ว่าตัวแปร B ที่เราสร้างรูปโปรโมชั่นใหม่ มีผู้เข้าชมเข้ามากดคลิก เพิ่มขึ้นขนาดไหน ถ้ามีคนคลิกเยอะแสดงว่า ควรที่จะปรับปรุงรูปโปรโมชั่นบนหน้า homepage เพื่อลด bounce rate และ เพิ่ม conversion rate ให้มากกขึ้น แต่ถ้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่ารูปโปรโมชั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรปรับปรุง ควรจะกลับไปข้อ 2 เพื่อตั้งสมมติฐานใหม่และลองใหม่เพื่อหาสาเหตุปัญหาบน web page


 

บทความต่อไป เป็นการใช้ Google Experiment ทำ A/B Testing แบบ ฟรีๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

หากสนใจที่จะเพิ่มยอดขายให้กับ E-Commerce  สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเรา marketing@stream.co.th เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

เขียนโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

0 0 Continue Reading →

Stream I.T. Consulting มุ่งขยายตลาดเข้าสู่อุตสาหกรรม ร่วมออกบูธพร้อมโชว์หุ่นยนต์สุดล้ำ Beam Telepresence เป็นครั้งแรก

บริษัท สตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง ได้เข้าร่วมงาน “Thailand Industrial Fair & Food Pack Asia 2017” ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเครื่องจักรอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 2-5 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับโซลูชั่นที่เตรียมมานำเสนอในงานนี้ก็คือ ซอฟต์แวร์ที่ช่วยในจัดการและจัดเก็บข้อมูลเอกสารรายงาน ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (eReport) ซึ่งมีชื่อว่า Content Manager OnDemand เพื่อให้สะดวกต่อการจัดเก็บและประหยัดทรัพยากรยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมี IFS Applications ระบบการวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม (Enterprise Resource Planning : ERP) ที่ช่วยในการวิเคราะห์ธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งด้านการผลิตและบริการ

นอกเหนือไปจากซอฟแวร์และแอพพลิเคชั่นแล้ว นี่ยังเป็นงานแรกที่เราได้นำหุ่นยนต์ที่มีชื่อว่า Beam Telepresence ซึ่งเป็นระบบคุยทางไกล โดยผ่านเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ เพียงเชื่อมต่อมือถือหรือคอมพิวเตอร์เข้ากับแอพพลิเคชั่นของหุ่นยนต์ หุ่นยนต์ก็จะปรากฏภาพของผู้ควบคุมหรือภาพใดๆ ที่ต้องการ จึงสามารถประชุม conference หรือควบคุมให้หุ่นยนต์เดินไปเดินมาเพื่อตรวจโรงงาน โดยที่เจ้าตัวไม่จำเป็นต้องไปเอง ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ไกลเพียงใด ก็สามารถทำงานได้เสมือนอยู่ตรงนั้นจริงๆ

เราเก็บภาพบรรยากาศในงานมาให้ชมกันค่ะ

สตรีมนำหุ่นยนต์ Beam Telepresence ไปเดินในงาน ได้รับความสนใจจากผู้มาเดินชมงาน และบริษัทที่มาร่วมออกบูธ

ผู้เข้าชมงานให้ความสนใจ แวะเวียนมาสอบถามเกี่ยวกับซอฟแวร์และโซลูชั่นที่บูธ

หลายๆ ท่าน ก็แวะมาร่วมสนุกกับเรา พร้อมรับของรางวัลกลับบ้าน

ทางทีมงานมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ได้รับรอยยิ้มและมิตรไมตรีที่ดี หวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้พบกันอีกค่ะ

ผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารจากสตรีม สามารถเข้าไปที่ Facebook fan page: www.facebook.com/Streamitconsulting/ และ www.stream.co.th

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชั่นและเทคโนโลยี สามารถติดต่อทีมงานสตรีมได้ที่ marketing@stream.co.th เราพร้อมตอบคำถามและแนะนำผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิดค่ะ

0 0 Continue Reading →

สตรีมรุกตลาด Education ร่วมงาน Wunca ครั้งที่ 34

บริษัท สตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง ได้ไปร่วมงาน “Wunca ครั้งที่ 34” ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่นำมาใช้กับสถาบันการศึกษา เป็นพื้นที่รวมกลุ่มของเหล่านักวิชาการได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 18-20 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับโซลูชันที่สตรีมนำมาเป็นไฮไลท์ของงานนี้ก็คือ ซอฟต์แวร์ที่ช่วยจัดการและจัดเก็บ Content ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหรือรายงานต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (eDocument/eReport) สำหรับหน่วยงานที่ต้องการตัวช่วยในการจัดเก็บข้อมูลให้สะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถเรียกค้นข้อมูลจากระบบได้ง่าย ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในหลายๆ ส่วน และมาพร้อมโปรโมชันสุดพิเศษในงานอีกด้วย

เราขอเก็บตกภาพบรรยากาศในงานมาฝากกันค่ะ

 

ภาพของคณาจารย์และบุคคลากรจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศได้สนใจแวะเวียนมาสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีของเรา

Wunca2_2

 

พร้อมกับกิจกรรมสร้างความสนุกและรอยยิ้มของผู้ร่วมเล่นเกมส์อย่างต่อเนื่องตลอดทุกวัน

Wunca3_2

 

ยอดฝีมือที่ได้รับรางวัลของเรา

Wunca1_2

 

สุดท้ายนี้ ทางทีมงานต้องขอขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมชมบูธและร่วมกิจกรรมกับเรา ซึ่งเป็นความประทับใจที่เราจะเก็บไว้ในความทรงจำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในโอกาสต่อไปจะได้พบกับทุกท่านอีกครั้งนะคะ

 

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารจากสตรีม สามารถเข้าไปที่ Facebook fan page: @Streamitconsulting และ www.stream.co.th

ผู้ที่สนใจโซลูชันและเทคโนโลยี สามารถติดต่อทีมงานสตรีมได้ที่ marketing@stream.co.th เราพร้อมตอบคำถามและแนะนำผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิด

0 2 Continue Reading →

บริษัท สตรีมฯ ร่วมออกบูธ ในงาน Thailand Software Fair 2016

บริษัท สตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง ร่วมกับบริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ร่วมออกบูธเพื่อแสดงเทคโนโลยี ในงาน “Thailand Software Fair 2016” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นไฮไลท์ของทางสตรีม ได้แก่ ซอฟต์แวร์ Content Manager OnDemand ซึ่งเป็นระบบจัดเก็บข้อมูลรายงานแบบ eReport สำหรับหน่วยงานและธุรกิจที่ต้องการตัวช่วยในการจัดเก็บข้อมูลให้สะดวกขึ้น สามารถเรียกค้นข้อมูลได้ง่าย ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

งานนี้ เจ้าของธุรกิจ SMEs ที่สนใจแวะเวียนมาสอบถามข้อมูลที่บูธอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เชี่ยวชาญของสตรีมและไอบีเอ็ม พร้อมตอบคำถามและแนะนำผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเสนอโปรโมชันสุดพิเศษในงาน

ชมภาพบรรยากาศ

0 0 Continue Reading →