Skip to Content

Blog Archives

Thailand Anti-Money Laundering Executive Briefing

เมื่อวันพฤหัสที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ทางบริษัทสตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง จำกัด ได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ NICE Actimize จัดงาน “Thailand AML Executive Briefing” งานสัมมนาผู้บริหารและบุคลากรภาคธนาคาร ทางด้านไอทีแบบ exclusive ณ ห้อง Astor I โรงแรม The St.Regis Bangkok

โดยหัวข้อหลักคือการแนะนำวิธีการป้องกันการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงินให้กับธนาคารต่างๆ เมื่อมีตัวช่วยเป็นโซลูชั่น Anti-Money Laundering ที่ใช้ระบบอัตโนโนมัติอัจฉริยะ สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งในการปราบปรามการก่อการร้าย สำหรับกิจกรรมทางการเงินต่างๆ ได้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้น

ทางคณะผู้จัดงาน สตรีมฯ และ NICE Actimize ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสได้พบกันใหม่งานหน้าค่ะ

หากท่านสนใจโซลูชั่นด้านดิจิทัล ติดต่อสตรีมได้ที่ Marketing@stream.co.th หรือโทร. 02-679-2233

0 0 Continue Reading →

บริษัท สตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง จำกัด ผู้นำด้านที่ปรึกษาธุรกิจดิจิทัล ร่วมยินดีกับพาร์ทเนอร์ของเรา “NICE Actimize” ที่ได้รับเลือกจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้ดูแลเรื่องการป้องกันการฟอกเงินด้วยระบบ Intelligent Automation

บริษัท NICE Actimize ได้รับเลือกจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้ดูแลเรื่องการป้องกันการฟอกเงินด้วยระบบ Intelligent Automation

โซลูชั่น Automated AML และโซลูชั่นการจัดการรายกรณี (Case Management) ของ NICE Actimize จะลดเวลาในการตรวจสอบและต้นทุนทั้งหมดของการการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสถาบัน

 

     โฮโบเคน รัฐนิวเจอร์ซี่, 10 กันยายน 2561 NICE Actimize, บริษัทในเครือของธุรกิจ NICE (Nasdaq: NICE) และผู้นำทางด้านการจัดการอาชญากรรมทางการเงินอิสระ (Autonomous Financial Crime Management) ได้รับคัดเลือกจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศไทย ในการปรับเปลี่ยนนโยบายการป้องกันการฟอกเงินและการจัดการรายกรณี เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของหน่วยงานกำกับดูแลของธนาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและสนับสนุนฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจะใช้โซลูชั่น Suspicious Activity Monitoring (SAM9) ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่นานมานี้ของ NICE Actimize และ Actimize ActOne ซึ่งเป็นระบบการจัดการการตรวจสอบที่ใช้ระบบอัจฉริยะแบบอัตโนมัติที่จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มการแจ้งเตือนและแพลตฟอร์มการจัดการรายกรณีของสถาบันการเงินรายอื่นต่อไป

 

     “ปรัชญาหลักของกรุงศรี กรุ๊ป ตั้งอยู่บนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยยึดมั่นในการต่อต้านการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงิน โซลูชั่น NICE Actimize ใช้ระบบอัจฉริยะแบบอัตโนโนมัติและวิธีการบริหารจัดการรายกรณีที่เข้มงวด ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มความพยายามในการต่อต้านการฟอกเงิน และเพิ่มความเข้มแข็งในการปราบปรามการก่อการร้ายในกิจกรรมทางการเงินต่างๆ นายแสงชาติ วนิชเวทย์พิบูล ผู้บริหารระดับสูงด้านการดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายของธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าว เนื่องจากโซลูชั่น Nice Actimize ช่วยแก้ปัญหาที่อยู่เหนือการควบคุมตามกฎเกณฑ์ดั้งเดิม ผนวกกับการเรียนรู้ของเครื่องจักรกล (Machine Learning) และหุ่นยนต์ เพื่อลดความผิดพลาดในการแจ้งเตือนและเพื่อเร่งกระบวนการตรวจสอบ เราเชื่อว่า Nice Actimize จะเข้ามามีส่วนร่วมในความพยายามที่จะต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงินของเรามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงขึ้น

 

     “การดำเนินการที่สำคัญของ Nice Actimize ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการเข้าถึงบริการแบบครบวงจรที่เรามีให้ลูกค้า” Joe Friscia ประธานบริษัท NICE Actimize กล่าว เราเห็นการยอมรับทั่วโลก เกี่ยวกับโซลูชั่นการป้องกันการฟอกเงินและการจัดการรายกรณีที่ใช้ระบบ AI ของเรา เมื่อรวมเข้าด้วยกัน โซลูชั่น AML และ ActOne จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ เพิ่มประสิทธิผล ช่วยให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีขึ้น และทำให้เห็นแนวทางที่ชัดเจนเพื่อรองรับความต้องการของผู้ออกกฎหมาย

 

ไม่นานมานี้ NICE Actimize ได้ปรับปรุงโซลูชั่นตรวจสอบกิจกรรมที่น่าสงสัย (Suspicious Activity Monitoring: SAM) ซึ่งได้ผสมผสานการวิเคราะห์การเรียนรู้ของเครื่องจักรกล (Machine Learning) สำหรับการตรวจจับอาชญากรรมที่แม่นยำด้วยเลเซอร์ และด้วยระบบอัตโนมัติของหุ่นยนต์ ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการรวบรวมข้อมูลเอง ก่อให้เกิดประสิทธิภาพของทีมที่มากขึ้น และลดเวลาในการตรวจสอบสำหรับการแจ้งเตือนแต่ละครั้งลงมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ โซลูชั่นใหม่นี้นำเสนอแนวคิดที่ล้ำสมัยของ NICE Actimize ในเรื่องการจัดการอาชญากรรมทางการเงินในรูปแบบอิสระ (Autonomous Financial Crime Management) เพื่อต่อต้านการฟอกเงินเป็นครั้งแรก

 

สินทรัพย์อื่นๆ:

  • สำหรับโซลูชั่นที่รวมเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันการฟอกเงินของ NICE Actimize โปรดคลิก
  • สำหรับโซลูชั่น NICE Actimize’s ActOne Investigation Management โปรดคลิก

 

หากท่านสนใจโซลูชั่นด้านดิจิทัล ติดต่อสตรีมได้ที่ Marketing@stream.co.th หรือโทร. 02-679-2233

0 0 Continue Reading →

Data Protection

ในโลกปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่สำคัญมากและขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลในยุคแห่งเทคโนโลยีนี้จึงจำเป็นจะต้องมีการเข้ารหัสเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกโจรกรรมโดยผู้ไม่หวังดี ซึ่งการเข้ารหัสนั้นมีได้หลากหลายวิธี หนึ่งในทางเลือกที่จะช่วยป้องกันข้อมูลไม่ให้รั่วไหลออกไปนั่นก็คือเครื่อง KeySecure จาก Gemalto และยังช่วยบริหารจัดการสิทธ์ในการเข้าถึงข้อมูล รวมไปถึงการบริหารจัดการ key ที่ใช้ในการเข้ารหัสและถอดรหัสด้วย

KeySecure สามารถใช้ร่วมกับการทำงานที่หลากหลายตามแต่ธุรกิจและความต้องการของลูกค้า โดย KeySecure หนึ่งเครื่องสามารถใช้ร่วมกับหลายระบบงานได้ดังนี้

1. การเข้ารหัสข้อมูลในระดับ Application (Protect Application)

การเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งจาก Application เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลโดยใช้ KeySecure ในการเข้ารหัส ก่อนจะนำข้อมูลมาจัดเก็บใน database ข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสด้วย Key จะไม่สามารถนำไปถอดได้ แม้จะมี KeySecure เครื่องอื่น เพราะ Key ทุก Key จะต้องมี Owner และ password

 

2. การเข้ารหัสข้อมูลสำคัญในระดับคอลัมน์ของ database (Protect Database)

การเข้ารหัสแบบนี้จะช่วยในเรื่องความเร็วและเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลในระดับคอลัมน์ที่เป็นข้อมูล Sensitive และยังควบคุมด้วยสิทธิ์ที่เข้าถึงด้วย KeySecure

 

3. การแปลงข้อมูลที่ส่งมาให้เป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลจริง (Tokenization)

Tokenization เป็นการเข้ารหัสอีกหนึ่งรูปแบบ ที่ใช้เทคโนโลยีทั้งการเข้ารหัส(Encryption) และการใช้กระบวนการ hash เพื่อที่จะปกปิดข้อมูลสำคัญให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

 

4. การกำหนด permission ในการเข้าถึงข้อมูลโดยผ่านการเข้ารหัส (Protect File)

KeySecure สามารถนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า Protect file มาเข้ารหัส file, folder ซึ่งการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงนี้จะมีการเข้ารหัสด้วย key และ สิทธิ์ user ที่อยู่บน KeySecure นอกจากนี้ Protect File ยังสามารถนำมาใช้งานร่วมกันกับ Hadoop ซึ่งเป็นหนึ่งใน Software ที่ใช้การจัดการข้อมูลที่เรียกกันว่า Big Data

 

5. การเข้ารหัสข้อมูลของ VMware (ProtectV)

KeySecure มีเทคโนโลยีที่ช่วยในการเข้ารหัส VMware ที่เรียกกันว่า ProtectV ซึ่งการเข้ารหัส VMware สามารถป้องกันข้อมูลทั้งบน cloud และ local เพื่อที่จะป้องกัน VMware ซึ่งอาจจะถูก copy ไปใช้ที่อื่นด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ดี หรืออาจจะมีข้อมูลใน VMware ที่สำคัญไม่อาจเปิดเผยได้

Written by Mr. Teerachai Joyseekate (Ton)

Senior Solutions Specialist

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม หรือสนใจโซลูชันด้านดิจิทัล ติดต่อ marketing@stream.co.th โทร. 02-679-2233

0 0 Continue Reading →

Downtime Prevention Guide – Part 2

QUESTIONS to help you choose the right availability protection for your applications.

Fault tolerance without modifications—Applications deployed on a Stratus ftServer system are fault-tolerant without the need for any modifications. This reduces development and test cycles and enables the widest range of applications to run in a fault-tolerant mode.

 

Question 4

Can your solution integrate seamlessly into existing computing environments with no application changes required?

 

Some availability solutions integrate more easily into existing computing environments than others. Certain solutions may require that you make changes to your existing applications — a process that is time-consuming and typically requires specialized IT expertise. For example, high availability clusters may need cluster specific APIs to ensure proper failover. If ease of deployment and management are top priorities for your organization, you may want to consider a fault-tolerant solution that allows your existing applications to run without the risk and expense associated with modifications, special programming, and complex scripting.

 

Question 5

Does your solution require any specialized skills to install, configure and/or maintain?

 

In addition to a solution’s recovery times and ease of integration, it is important to understand exactly what is involved in deploying and managing various availability alternatives. Some are simple to implement and administer while others demand specialized IT expertise and involve significant ongoing administrative effort. For example, deployment of high availability clusters requires careful planning to eliminate single points of failure and to properly size servers. Plus, whenever you make changes to hardware or software within the cluster, best practices suggest that you update and test failover scripts — a task that can be both time consuming and resource intensive. Some planned downtime is typically required to conduct the tests and ensure that the environment is working correctly.

 

Other solutions provide a more plug-and-play approach to availability. Today’s fault-tolerant approaches prevent downtime without the need for failover scripting, repeated test procedures, or any extra effort required to make applications cluster-aware. With fault-tolerant solutions, your applications run seamlessly with no need for software modifications or special configuration changes. Fault-tolerant servers even provide a “single system view” that presents and manages replicated components as one system image, thereby simplifying installation, configuration, and management.

 

Before investing in a fault-tolerant solution to protect your critical applications against downtime, take serviceability into account, too. Ask about features like 24/7 system monitoring and automatic problem diagnosis, automated identification of failed components and replacement part ordering, customer-replaceable units with automatic system resynchronization features — all of which help ensure continuous operations and eliminate the need for specialized IT expertise.

 

Question 6

Is your solution future-ready and what is the lifetime value of the investment?

When you invest in an availability solution, it makes good business sense to consider longevity and total cost of ownership. As more organizations rethink their server refresh schedules, they’re looking for platforms that can truly go the distance to maximize return on investment. Therefore, when evaluating solutions, it makes sense to ask vendors about the average lifespan of their products.

 

Research has shown that standard servers tend to experience a marked increase in failure rates, downtime, and support costs between years four and five, prompting organizations to refresh on a four-year cycle. Fault-tolerant servers, however, offer significantly longer life spans — many averaging seven years — without notable performance degradation or higher maintenance costs.

 

Before making your purchase decision, you should also inquire about customer satisfaction ratings and retention rates to verify vendors’ claims and make sure they deliver on their promises.

 

————————————————————————————————————————————————————————–

Conclusion

When it comes to protecting business-critical applications against unplanned downtime, you can’t afford to leave anything to chance. Make sure you ask these key questions as you evaluate vendors’ availability solutions:

  1. What level of uninterrupted application processing can your solution guarantee?
  2. In the event of a server failure, what is the process to restore applications to normal processing operation and how long does it take?
  3. How does your solution protect against loss of in-flight data?
  4. Can your solution integrate seamlessly into existing computing environments with no application changes required?
  5. Does your solution require any specialized skills to install, configure, and/or maintain?
  6. Is your solution future-ready and what is the lifetime value of the investment?

 

Asking vendors the right questions up front will streamline the evaluation process and guide you in selecting the best fit solution to keep your applications up and running in today’s always-on world.

————————————————————————————————————————————————————————–

About Stratus Technologies

Stratus Technologies is the leading provider of infrastructure-based solutions that keep applications running continuously in today’s always-on world.  Stratus enables rapid deployment of always-on infrastructures, from enterprise servers to clouds, without any changes to applications. Stratus’ flexible solutions – software, platform and services – prevent downtime before it occurs and ensure uninterrupted performance of essential business operations.

Written by Dionaro (Dion) Orcullo
System Specialist

For more information, please contact marketing@stream.co.th or call 02-679-2233

0 0 Continue Reading →

Digital Thailand Big Bang 2017

สตรีมตอกย้ำความเป็นผู้นำทางด้าน Digital เข้าร่วมงาน Digital Thailand Big Bang 2017 ที่ชูคอนเซ็ปต์แนวคิด Digital Transformation Thailand ให้ผู้มาร่วมงานได้สัมผัสสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบมากยิ่งขึ้น พร้อมชมนวัตกรรมและเทคโนโลยีสุดล้ำ เปิดรับมุมมองใหม่ๆ ระหว่างวันที่ 21-24 กันยายน ที่ผ่านมา ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โดยสตรีมได้นำนวัตกรรมล่าสุดของเรา ได้แก่ หุ่นยนต์ Beam Telepresence และระบบ e-Tax Invoice ที่องค์กรทั้งหลายกำลังเริ่มวางแผนเพื่อปรับตัวสู่ Thailand 4.0

สำหรับหุ่นยนต์ Beam Telepresence สามารถให้คุณได้พูดคุยทางไกลผ่านหุ่นยนต์ตัวนี้ เพียงเข้าสู่ระบบจากมือถือหรือเดสก์ท็อป หุ่นยนต์ก็จะปรากฏภาพของผู้ควบคุมทางหน้าจอ สามารถกำหนดให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่ไปในที่ต่างๆ ได้ราวกับไปอยู่ที่นั้นๆ ด้วยตนเอง ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำอาชีพใด อาทิ แพทย์ หัวหน้าควบคุมฝ่ายผลิต หรือผู้จัดการบริษัท คุณก็วางใจได้ว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วย ตรวจตราความเรียบร้อยในโรงงาน สามารถวางแผนและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างไม่บกพร่องแม้จะอยู่ไกลก็ตาม

ในขณะที่ระบบ e-Tax Invoice เป็นรูปแบบการให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต (Software as a Service: SaaS) ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดทำ ส่งมอบ และเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ช่วยอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการเอกสารต่างๆ โดยเฉพาะเอกสารที่จัดเก็บตามระเบียบกรมสรรพากร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และลดภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่ากระดาษ ค่าพิมพ์ ค่าจัดเก็บเอกสาร ฯลฯ

สุดท้ายนี้ ทีมงานต้องขอขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมชมโซลูชันของสตรีมที่บูธ S&S21 โซน Software & Services ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี ในวันที่ 21-24 กันยายน 2560 ที่ผ่านมาค่ะ

สนใจสอบถามโซลูชันทางไอทีได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233

0 0 Continue Reading →

Case Study: Burger King & Magento

บริษัท Meyer Quick Service Logistik (QSL) เป็นบริษัทให้บริการขนส่งสินค้าเต็มรูปแบบ ที่มีลูกค้าเป็นบริษัทร้านอาหารยักษ์ใหญ่ มีแฟรนไชส์มากกว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Burger King, KFC, Pizza Hut และ Starbuck QSL ให้บริการตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อ บริหารจัดการคลังสินค้า การกระจายสินค้า รวมถึงการชำระเงิน

ในปี 2014 ที่ผ่านมา Burger King และ QSL ต้องการที่จะยกระดับขบวนการขนส่งสินค้า ที่มีสาขามากกว่า 700 สาขาและมีคำสั่งซื้อมากกว่า 1,800 คำสั่งต่อวัน Burger King จึงต้องการ platform ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับปริมาณการใช้งานจำนวนมากได้ และต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เข้ากับกระบวนการทำงานได้ด้วย

Magento จึงเป็นคำตอบ

Magento จัดการกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่คำสั่งซื้อจนถึงการส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าโดยใช้ Magento Enterprise Edition ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบบริหารจัดการสินค้าของทางร้าน ข้อมูลการบริหารเวลา และข้อมูลเวลาที่ใช้จัดส่ง ตั้งแต่มีคำสั่งซื้อเข้ามาจนถึงการขนส่งสินค้า และยังมีการเชื่อมต่อกับระบบอาหาร (catering) ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกส่วนประกอบของเบอร์เกอร์เองได้ ไม่ว่าจะเป็น หัวหอมใหญ่ มะเขือเทศ ผักกาดแก้ว ซอสชนิดต่างๆ ซึ่งการเชื่อมต่อข้อมูลเหล่านี้ทำให้ลดความผิดพลาดของข้อมูล และลดระยะเวลาในการจัดเตรียมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากนำระบบ Magento ขึ้นใช้งาน ผลปรากฏว่า มีคำสั่งซื้อมากกว่า 1,000 คำสั่งซื่อต่อชั่วโมงผ่าน 700 สาขา และสินค้า 5,000 กว่ารายการ ที่ลูกค้าสามารถเลือกส่วนประกอบได้ โดยใช้เวลาแค่ 6 เดือนในการพัฒนาระบบ

ที่มา:https://magento.com/customers/qsl-burger-king

 

สามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายขายของเราได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

เมื่อสนามบินระดับท็อปอย่าง Frankfurt ใช้ซอฟแวร์ Magento Omnichannel

 

ในปี 2015 สนามบิน Frankfurt ประเทศเยอรมนี มีผู้โดยสารประมาณ 61 ล้านคน นับเป็นหนึ่งในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และด้วยจำนวนผู้โดยสารที่มากมายนี้ ทำให้สนามบินมีจำนวนร้านค้าปลีก outlet มากกว่า 300 ร้าน สนามบิน Frankfurt จึงเป็นสวรรค์ของนักช้อปอีกด้วย

เมื่อบริษัท Fraport ที่ทำหน้าที่ขนส่งในสนามบิน ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการค้าเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารมากกว่าล้านคน โดยการเพิ่มประสบการณ์มิติใหม่ให้แก่ผู้โดยสารตั้งแต่ลงเครื่อง เข้าต.ม. เข้าร้านอาหาร และทุกบริการภายในสนามบิน

บริษัท Fraport ต้องบริหารจัดการร้านค้าหลายร้อยร้าน จัดการ drop-ship บริหารจัดการคลังสินค้า รวมทั้งบริหารจัดการการขนส่งโดยเลือกใช้ Magento Commerce Platform ที่เป็นการเชื่อมต่อข้อมูลต่างๆ กับร้านค้าที่อยู่ภายในสนามบิน แต่การเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ของแต่ละร้านไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อนำระบบ Magento มาเชื่อมต่อกับซึ่งระบบทั้งหมดเหล่านั้น ทำให้เป็นระบบเดียวที่เป็นส่วนกลาง บางร้านใช้ระบบ ERP ของตัวเอง หรือถ้าหากบ้างร้านไม่มีระบบ ERP ก็จะใช้ ระบบ PIM ในการจัดการข้อมูลสินค้า

 

ในการเชื่อมต่อระบบที่แตกต่างกันหลายๆ ระบบ จะใช้ระบบ Enterprise Service Bus (ESB) เพื่อเป็นตัวกลางในการรับ-ส่งข้อมูลต่างๆ ระหว่างระบบ Magento และระบบร้านค้า นอกจากนี้ยังใช้ระบบ Order Management ของ Magento เพื่อบริหารจัดการคำสั่งซื้อ และเสริมด้วยระบบ Business Intelligence เพื่อช่วยในการวิเคราะห์

หลังจากขึ้นระบบทั้งหมดแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือผู้โดยสารที่มาสนามบิน Frankfurt ได้รับประสบการณ์ใหม่ พวกเขาสามารถซื้อสินค้าออนไลน์จากบนเครื่องบินหรือระหว่างทางที่มาสนามบิน และสามารถมารับของเองหรือเลือกจัดส่งสินค้าให้ไปรอตามจุดต่างๆ ทั้งในสนามบินหรือนอกสนามบินได้อีกด้วย

 

ทุกวันนี้สนามบิน Frankfurt กลายเป็นสนามบินที่ล้ำหน้ามากที่สุด ด้วยการทำ Omnichannel ที่เชื่อมต่อข้อมูลทั้งข้อมูลสินค้า สต๊อกสินค้าและคำสั่งซื้อของร้านค้าทั้งหมด ซึ่งลูกค้าสามารถซื้อได้ผ่าน website, kiosk , mobile app, หรือหน้าร้าน ทำให้ลูกค้าไม่ใช่แค่ผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกค้าภายนอกที่ต้องการซื้อสินค้าจากสนามบินด้วย

ผลลัพธ์เหล่านี้พิสูจน์แล้วว่า Magento สามารถทำให้เรื่องยากในการบริหารจัดการธุรกิจ เป็นจริงขึ้นมาได้

หากสนใจซอฟแวร์ Magento สามารถติดต่อได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233 เราเป็น Magento Partner หนึ่งเดียวในประเทศไทย

 

ที่มา:https://magento.com/customers/fraport

แปลและเรียบเรียงโดย Kittiphat Dumrongprat

Business Analyst

 

 

0 0 Continue Reading →

5 อันดับ Ecommerce Platform ที่เหมาะสำหรับการทำ SEO

         ทำไม SEO ถึงมีความสำคัญกับ e-commerce? เพราะว่า 44% ของผู้ใช้งานที่เข้ามาซื้อสินค้าออนไลน์ ล้วนมาจากการค้นหาผ่าน search engine ซึ่งนั่นหมายความว่าสินค้าของคุณจะมีโอกาสค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น ทำให้ขายได้ง่ายขึ้นด้วย

          เจ้าของธุรกิจหลายรายที่อาจจะไม่ทราบว่า e-commerce platform ที่ใช้อยู่นั้น ไม่ได้มีคุณลักษณะที่จำเป็นเพียงพอต่อการทำ SEO เพราะโปรแกรม e-commerce บางตัวก็มีเพียงฟีเจอร์พื้นฐานสำหรับการทำ SEO มาให้เท่านั้น สำหรับฟีเจอร์อื่นๆ ที่จำเป็นก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยทาง RICHMAN  ได้ให้คะแนนและจัดลำดับคะแนนสำหรับ e-commerce platform ดังนี้

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการจัดอันดับ SEO

1.Independent Navigation Links  คะแนน 10/10

Navigation Link คือ รายชื่อเมนูเพื่อเข้าถึงสินค้าหรือหมวดหมู่ของสินค้า โดย e-commerce บางเจ้าจะสร้าง  Navigation link โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

2.Independent Page Titles   คะแนน 10/10

Page Title เป็นส่วนที่แสดงอยู่บน title bar ของบราวเซอร์ โดยแสดงหัวเรื่องของหน้านั้นๆ ซึ่ง e-commerce บางเจ้าจะสร้าง  Page Title โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

 

 

3.Independent Page URLs   คะแนน 9/10

การตั้งชื่อ Page URLs คือส่วนที่แสดงที่อยู่ของ page นั้นๆ โดยจะต่อท้ายชื่อของเว็บไบซต์ในส่วนของ address bar ซึ่งการตั้งชื่อที่ดีก็จะทำให้ website ถูกค้นหาได้ง่ายขึ้น โดย ecommerce บางเจ้าจะสร้าง  Page URLs โดยใช้ชื่อเดียวกับชื่อสินค้าและหมวดหมู่ของสินค้าให้อัตโนมัติ

4.Independent Meta Descriptions   คะแนน 9/10

Meta Descriptions คือข้อความที่แสดงคำอธิบายของหน้า page โดยปรากฏอยู่ในหน้าผลการค้นหาของ Google แม้ว่าคำอธิบายจะไม่ส่งผลต่อตำแหน่งโดยตรงของการค้นหา แต่อาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจในการคลิกเข้าไปดูของผู้ใช้งานได้

5.Independent Image ALT Tags   คะแนน 3/10

การเพิ่ม ALT tag เป็นการแสดงข้อความรายละเอียดของรูปภาพ แม้ว่า ALT tag จะมีความสำคัญไม่มากในการจัดอันดับ SEO ของ Google แต่อาจมีผลกระทบต่อการแสดงผลในหน้าผลการค้นหารูปภาพของ Google

6.Independent H1 Headings   คะแนน 3/10

H1 head มักจะถูกกำหนดเป็นหัวเรื่องหลักที่แสดงอยู่ในหน้าสินค้าอยู่แล้ว โดยจะเป็นข้อความที่แสดงความเกี่ยวข้องกับข้อความที่ใช้ค้นหาใน Google โดยโปรแกรม e-commerce บางเจ้าจะไม่มีฟีเจอร์นี้มาให้ และอีกหลายๆ เจ้าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

 

 

 

7.Canonical URLs   คะแนน 7/10

การใส่ Canonial tag เอาไว้ที่เว็บ เพื่อเป็นการลดและป้องกันการเกิดข้อมูลซ้ำ (duplicate content) ของเว็บเรา

8.Integrated Blogging Platform   คะแนน 10/10

การมี link คุณภาพจากภายนอกที่ชี้มายังเว็บไซต์ เป็นปัจจัยที่เพิ่มความโดดเด่นและความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์อีกด้วย

9.Social Sharing buttons   คะแนน 8/10

ปุ่มสำหรับแบ่งปันเนื้อหาภายในเว็บไซต์ไปยัง social network อื่นๆ เป็นไอคอนที่จดจำได้ง่าย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถแบ่งปันเนื้อหาไปยังเครือข่ายอื่นๆ ภายนอก เพื่อให้ผู้ใช้อ่านคนอื่นๆ สามารถเข้าถึงได้

10.Auto XML Sitemap   คะแนน 9/10

XML Sitemap คือ การสร้างไฟล์ในเครื่อง server ที่รวมโครงสร้างของเว็บไซต์ซึ่งเป็นเหมือน “สารบัญ” หรือ “ดัชนี” ที่รวม link ของทุกหน้าไว้ที่หน้าเดียว อีกทั้งยังช่วยให้ search engine สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็ว

11.Use of own Domain Name   คะแนน 10/10

การใช้ชื่อ Domain name ต้องเป็นชื่อที่ไม่ซ้ำใคร และจะเป็นช่องทางที่ผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึง website เราได้โดยตรงบน internet

โดยหากท่านผู้อ่านสนใจที่จะสร้างเว็บไซต์ e-commerce ที่ให้ช่วยในการทำ SEO ได้อย่างครอบคลุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงของ website สามารถติดต่อได้ที่  marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233


เขียนและเรียบเรียงโดย

กมลเนตร   วงศ์ปราโมทย์

Business Analyst

 

0 0 Continue Reading →

เทคนิคเพิ่มยอดขายด้วย Digital Marketing

Digital Marketing คืออะไร

หลายคนอาจสงสัยว่า Digital Marketing จะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร ซึ่ง Digital Marketing คือ การโปรโมทสินค้าและบริการ โดยใช้ช่องทาง Digital และ Social media เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงผ่านทาง Internet, Text Message, Banner Ads โดยผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย และตรงกลุ่มเป้าหมาย หลังจากนั้นเมื่อผู้เข้าชมสนใจในสินค้าก็จะเกิดการซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงได้รับการกระตุ้นจากแคมเปญหรือโปรโมชั่นต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดการซื้อซ้ำ ดังรูป

ประโยชน์ของการทำ Digital Marketing

1.เพื่อเพิ่ม traffic ในการเข้าถึง website ของผู้บริโภค

2.เพื่อเพิ่มการยอมรับจากผู้บริโภค

3. เพื่อปรับปรุง ranking ของ SEO

4. เพื่อเพิ่มยอดขาย

Digital Marketing มีอะไรบ้าง ทำอย่างไร

ในส่วนนี้เราจะมาพูดถึงส่วนประกอบในการทำ Digital Marketing ซึ่งมีหลายวิธีมาก ที่ผู้อ่านสามารถเลือกเพื่อนำไปใช้ให้เหมาะสมกับการทำเว็บไซต์ของตนเอง ว่าวิธีไหนจะเหมาะสมและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งเรามาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง แล้วแต่ละวิธีเป็นอย่างไร

1.Website Design

การออกแบบ UX/UI เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวกต่อการใช้งาน

2.Search Engine Optimization (SEO)

การปรับแต่ง website เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา ให้ website ที่ต้องการติดหน้าแรกของ search engine เช่น Google, Yahoo, Bing เป็นต้น  เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา

องค์ประกอบของ SEO

Content : เนื้อหาใหม่มีความแตกต่างจากที่อื่น และมีความน่าสนใจ

Link : มีการ Link จาก website อื่นๆ อ้างอิงมายัง website ที่ทำ SEO

Design : การออกแบบ website ให้น่าสนใจ

3.Pay Per Click (PPC)

การทำโฆษณา website บน search engine โดยคิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนครั้งที่ผู้เข้าชมคลิกผ่านโฆษณานั้นๆ

4.Social Media Marketing (SMM)

การทำโฆษณาผ่านช่องทาง Social Media เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค และส่งผลให้การทำ SEO ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยต้องคำนึงถึง

  • ใครคือกลุ่มเป้าหมายและเค้าสนใจอะไร
  • วัตถุประสงค์ที่จะทำแคมเปญผ่าน social media
  • กลยุทธ์ที่แตกต่าง
  • เทคโนโลยีหรือ channel ที่จะใช้

5.Email Marketing

                การทำโฆษณาผ่านทาง email โดยช่องทางนี้ จะต้องมี email ของกลุ่มเป้าหมายก่อน ซึ่งอาจจะเป็นลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิกแล้ว หรือเป็นผู้ชมที่ subscribe เข้ามา

6.Retargeting

การทำโฆษณาโดยการส่งย้ำโฆษณาของบริการ/สินค้า ไปให้แก่ลูกค้าที่เคยเข้ามาดูบริการ/สินค้านั้นๆ ผ่านทาง Banner Ads ของ website ต่างๆ

 


 

หากสนใจโซลูชัน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233

เขียนและเรียบเรียงโดย

กมลเนตร   วงศ์ปราโมทย์

Business Analyst

0 0 Continue Reading →

Marketplace สำหรับ Magento2

          Marketplace คือ เว็บไซต์ที่เป็นสื่อกลางการติดต่อซื้อขายสินค้าและบริการ ซึ่งเปิดเป็นช่องทางให้ผู้ซื้อและผู้ขายเข้ามาซื้อขายสินค้า โดยแต่ละเว็บไซต์จะกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการชำระเงิน จัดส่งสินค้าของ การคิดค่า commission, fee

          หลังจากที่ Magento platform สำหรับการทำ ecommerce ระดับโลก ได้เปิดตัว Magento 2 ไปเมื่อกลางปี 2015 แล้วนั้น ณ ตอนนี้ก็ได้พัฒนามาจนถึงเวอร์ชั่น 2.1.6 ซึ่งใน Magento 2 นี้ก็ได้มีการพัฒนาหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจาก Magento 1 ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ Admin Panel หรือหน้า User Interface ต่างๆ รวมถึง Extension ของ Magento 2 ก็ต้องมีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด รวมถึงการทำ marketplace ด้วยเช่นกัน เรามารู้จักกับ Extension ที่จะทำให้เว็บไซต์จาก Magento 2 ของคุณกลายเป็น marketplace กันเลย มาดูว่ามีอะไรบ้าง

 

1. Magento2 Multiple Vendor Marketplace by Vnecom

– สามารถคำนวณค่า commission ให้กับ seller ได้ โดยกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์หรือกำหนดเป็น fix cost

– สามารถสร้างฟอร์มและกำหนด attribute สมัครสมาชิกสำหรับ seller ได้

– Seller จะมีหน้าเพื่อจัดการ product ของตัวเอง รวมถึงสามารถจัดการ order ของตัวเองได้

– ในหน้าจัดการ product seller สามารถกำหนดราคาของสินค้ารวมถึง special price และ tier price ได้

– รองรับการจัดการ credit สำหรับ seller

– สามารถกำหนดกลุ่มให้กับ seller ได้ สำหรับการจัดการค่า commission หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

 

2. Magento2 Multi Vendor Marketplace by Webkul

– สามารถคำนวณค่า commission rate สำหรับ seller ได้

– สามารถกำหนด enable/disable ให้ seller จัดการ order ได้เอง

– มี Home Page เพื่อให้ seller สามารถแก้ไข shop URL ข้อมูลโปรไฟล์และ page review ของตนเองได้

– seller สามารถจัดการสินค้าได้เอง และสามารถกำหนดได้ว่า admin จะต้อง approve ก่อนหรือไม่ก็ได้

– Support การใช้งานหลายภาษา

– สำหรับ seller registration จะอยู่หน้าเดียวกับ customer registration โดยสามารถเลือกได้ว่าต้องการสมัครเป็น seller

 

3. Magento Multi Vendor Marketplace by Magebay

– หน้า Seller Dashboard สามารถดูภาพรวมรายละเอียดและข้อมูลการซื้อขายต่างๆ ได้ เช่น Credit, Total sales, Total Order

– Seller สามารถจัดการ order ได้เอง รวมไปถึงการเปลี่ยน order status, การ update tracking ID, รวมไปถึงการส่ง email หรือ invoice ให้กับลูกค้า

– Seller สามารถเพิ่มสินค้าได้เอง

– ระบบสามารถกำหนดค่า commission ได้โดยจะกำหนดเป็นแต่ละ seller หรือแยกตามตามรายการสินค้าหรือหมวดหมู่ของสินค้าได้

– seller แต่ละรายสามารถกำหนดวันหยุดของแต่ละร้านได้เอง แสดงข้อความเพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบ

– สามารถ Import/Export รายการสินค้าได้ โดยอยู่ในรูปแบบของ CSV

ในบทความนี้เรายกตัวอย่าง extension ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณสามารถใช้งานแบบเป็นศูนย์กลางการซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายได้ โดย extension แต่ละแบบก็จะมีฟีเจอร์สำหรับการใช้งานที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณแตกต่างกันไป โดยหากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ marketing@stream.co.th หรือโทร 02-679-2233


เขียนและเรียบเรียงโดย

กมลเนตร   วงศ์ปราโมทย์

Business Analyst

0 0 Continue Reading →